ระบบความคิด บวก หรือ ลบ ดี หรือ เลว สำคัญต้องมีการเก็บไว้เป็นที่เป็นทาง บล็อก WHM หรือ Wisdom,Hope & Meaningful Life Blog จึงขออาสารับหน้าที่เป็นคลังความรู้ของสิ่งดีๆ ในโลกเก็บไว้ในโลกและลูกหลานชาวไทยครับผม ;0)
Thursday, January 29, 2015
บทความตอนที่ 14: ธรรมะ สะกิตใจ: อย่าเพิ่งท้อ ท้อนักก็นับแต้ม บันทึกเก็บไว้
ที่มา: เคยได้ยินไหม คนจำนวนหนึ่ง เคยบ่นให้เราฟังกันว่า ทำดี ไม่เห็นได้ดี
แล้วก็ร่าย บทสวดส่วนตัว อันน่ากลัว นรกจะกินหัว คือว่า...
ทำดี ได้ดี มีที่ไหน... ทำชั่ว ได้ดี มีถมไป
ซึ่ง ปริมาณของคน ทำให้ความหลากหลายของ เวรกรรม ทั้งดี และ ร้าย เกิด ถี่ยิบเกินไป ไม่ถี่ได้ไง ประชากรโลก ประมาณ 7 พันล้านเข้าไปแล้ว นักคณิตศาสตร์ เขารู้เลยว่า โอกาส จะเกิดอะไร มันจะมากขึ้น ตามหลัก สถิติ ง่ายๆ
พอ คนไม่ดี ได้ดี ให้เห็นเข้า บ่อยๆ คนก็ท้อใจ แต่ ลืมไปว่า ธรรมชาติ ข้อหนึ่งของคนเราคือ มักลืมความดีงามที่คนทำให้ตน และคิดถึงตน มากเกิน จนใครมาทำอะไรไม่ดี จะจำกันข้ามภพทีเดียว พอเจอสิ่งเลวร้ายมากๆ ก็จะ พูดว่า
ทำดี ได้ดี มีที่ไหน... ทำชั่ว ได้ดี มีถมไป
ทุกเจนเนอเรชั่น มันจะคิดได้เอง
ทว่าพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร ผู้ล่วงลับ ท่านได้ ตรัสไว้ใน หนังสือเล่มเล็ก "ชีวิตนี้สำคัญนัก" เอาไว้ ประมาณนี้ว่า
..เวรกรรม ดี ร้าย ที่ทำมาในอดีตชาตินั้น ไม่สามารถประมาณได้ หลายภพชาติ
มันเหมือนกับการ เขียนหนังสือ ลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวซ้ำๆ สักรอบสองรอบ ยังพออ่านได้ แต่พอซ้ำลงไปหลายๆ รอบ สิ่งที่เห็นคือ รอยหมึกที่ทับกัน ยุบยับซับซนอ่านไม่ออก...จึงเป็นของยากของคน ทั่วไป ที่จะรู้ได้ ถึง กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรมที่ส่งผลให้เรา ว่ามาจากที่ไหน ตอนไหนอย่างไร ...
ท่านยังตรัสต่อไปว่า
...แม้นว่าคนทั่วไป ไม่สามารถจะเข้าใจความซับซ้อนของกรรมได้ แต่เราก็สามารถรู้ได้ว่า เป็นกรรมดี หรือ ไม่ดี ที่ทำมาในอดีต หรือ อดีตชาติ โดยการ ดูผลของกรรมที่แสดงอยู่ในปัจจุบัน เช่นว่า เห็นคนหนึ่งได้ดี มีความสุข นั่น คือ กรรมดี จากอดีต หรือ อดีตชาติ ย่อมกำลังส่งผลอยู่เป็นแน่แท้... หากเห็นใคร กำลังทุกข์ยาก ลำบาก กาย หรือ ใจ ย่อมมีผลมาจาก กรรมไม่ดีจาก อดีต หรือ อดีตชาติ กำลังส่งผลเป็นแน่แท้...
หมายเหตุ: ข้อความข้างต้น ผมย่อและเรียบเรียงใหม่นะครับ ของจริงต้องอ่านจากพระนิพนธ์ของท่าน...
นั่นคือ แม้ไม่สามารถ สีบสาวกลับไปในอดีต ได้เหมือนพระผู้มีญาณวิเศษ แต่เราสามารถรู้ได้ว่า เขากำลังได้รับผลจากกกรรมดี หรือ กรรมไม่ดี โดยดูที่ขณะปัจจุบันนั่นเองครับ
ดังนั้น ที่ยังยาก ยังเยอะ และมากเป็นพิเศษ กับปัญหาเพียบๆ ก็คือ อย่าคิดว่าทำดีไม่ได้ดี แต่ ของคิดแบบชาวพุทธแท้ๆ จริงๆ ยอมรับความจริงว่า ถ้าชาติที่แล้วมีสุดประมาณ นับไม่ถ้วน เราคงทำบาปใหญ่ๆ ไว้มาก เพราะแม้ทำบาปไว้มาก ก็ทำดีไว้มากจริงไหม ใครมันจะทำชั่วได้ทุกชาติ เป็นไปไม่ได้ มันต้องปะปนกันไป แต่ กรรมชั่วทีส่งผลน่ะเพราะมันมีอำนาจ มีน้ำหนักมากกว่าครับ กรรมดีในอดีตจึงรั้งไว้ไม่ไหว เมื่อเป็นแบบนี้ทำอย่างไร
ง่ายที่สุด แต่ทำใจยากหน่อย ภาวนา ครับ คือ ทำสมาธิ คนที่ทุกข์หนักๆ แทบจะเป็นจะตาย เข้าวัดน่ะทำถูกแล้ว คุณทำถูกแล้วครับ เพราะ ผลบุญจากการบำเพ็ญภาวนานั้น มากล้น ครับ และยังได้ เข้ากลุ่มสังคม ไม่เหงาอยู่คนเดียว มีเพื่อน ร่วมบุญเป็นสิบเป็นร้อย บางคน ทำสมาธิไป ไม่กี่วัน เกิด ฉุกคิดได้คำตอบชีวิต แล้วออกไปแก้ไข พลิกชีวิตไปเลย มีเป็น พันๆ ครับ
ยากขึ้นมาหน่อย ก็ ทาน กับศีล คือ ให้ทาน เช่น ทำบุญต่างๆ ไปเป็นอาสาสมัครต่างๆ คือทำอะไรที่ดี ให้สังคม และตัวเอง และ หาก มีศีล 5 เป็นอย่างน้อย จะดีมาก
รวมแล้วคือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเองครับ
บางทีทำ ทาน ศีล ภานา แล้วมันยังไม่เห็นภาพ ให้อยู่กับปัจจุบัน ครับ คือ แก้ไขเป็น เปลาะๆ คิดเสียว่า เกมส์ชีวิต มีทีละด่าน แก้ไขได้ นับ 1 แต้ม จากเรื่องเล็กๆ เอาง่ายๆ วันนี้เราทำอะไรดีๆ บ้าง 1 เรื่อง 1 แต้ม ทั้งที่เราทำ และ ทำกุศลอื่นๆ เช่น ช่วยคน ให้อภัยคน หยับจับเล็กๆ น้อยๆ เอาหมด นับ 1 แต้ม
คุณจะเห็นว่าใน 1 วัน เราสะสมแต้มความดีได้มากขึ้น และเกินกว่าที่เราจะคิดจากนั้น ทำทุกวันใน 1 สัปดาห์ แล้วรวมคะแนน จะเห็นว่า ได้แต้มกันเป็นหลายร้อยนะครับ บางคน ได้เป็น 1000 แต้มก็มี
ความดีพวกนี้ไม่ไปไหนครับ มันอยู่ในดวงจิตของเรา ตายไป มีมากไว้ ไปสวรรค์ครับ นี่ต่ำสุดนะครับ คนที่ท้อมากกว่าเพื่อนๆ บางคนมีแต้มเป็นหลายพัน ต่อสัปดาห์ เพราะคุณเป็นคนแบบนี้ คือ ดีกับคนอื่นมาตลอดชีวิตไงครับ แต่คุณไม่เคยบันทึกว่า ดีเท่าใด อะไร อย่างไร พอมาทุกข์ เพราะกรรมใหญ่ไม่ดีส่งผล คุณเลย เป๋ แต่ลืมไปว่า คุณทำแต้มมามากกว่าคน ทั่วไปมาก สวรรค์เป็นอย่างน้อยรอคุณอยู่ครับ อย่าท้อ ไว้คุณนับได้หลายร้อยแต้มความดี ใน 1 สัปดาห์คุณจะรู้เอง
1. คนที่ทำดีประจำ ทำมากๆ จะเกิดแรงใจ เออ กู หนู ผม ดิฉัน เป็นคนดีมากคนหนึ่งนี่หว่า นี่นา นี่คะ เออนึกไม่ถึง เรามีที่หมาย สุขคติอยู่แล้วจะ ท้อทำไม เอามาเป็นแรงใจ สู้ชีวิต มีความสุข เริ่มใหม่ กัดไม่ปล่อย เอาว่ะ เอาล่ะนะ เอาค่ะ แบบนี้
2. คนที่บันทึกแต้มความดีแล้วเห็นน้อยๆ ก็จะได้คิดว่า กรรมหนัก ก็มี ชาตินี้เราก็ คิดแต่เรื่องของเรามานาน จริงๆ ทั้งสัปดาห์ ทำดี แค่ 10 แต้ม นี่กู นี่หนู นี่ผม นี่ดิฉัน ยังไม่เข็ดอีก ต้องเริ่มสะสมแต้ม แล้วเว้ย แล้วครับ แล้วค่ะ แบบนี้
จะยังไง ก็จงอย่าประมาท เพราะ ควรยึด ทาน ศีล ภาวนา ไว้ตลอดนะครับ ขอเป็นแรงใจให้เพื่อนๆ ทุกท่านครับ :0)
จงทำสิ่งดีๆ ไม่ใช่เอาหน้า แต่เอาแต้มเก็บไว้ดูเอง เวลาท้อ ครับผม
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
30 มกราคม พ.ศ.2558
Monday, January 19, 2015
บทความตอนที่ 13: พลังของสมาธิ กับ การใช้ชีวิต
สวัสดีครับ
เมื่อเรามีการฝึกสมาธิ จะมีสิ่งใดเกิดกับเราบ้าง
ควรปฏิบัติโดยใช้เวลา และ จำนวนครั้งที่มากพอ ถ้าสามารถทำทุกวันจะดีมาก โดยควรกระทำ
ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป หรือมากกว่านั้น โดยไม่ต้องรีบ ไม่มีความอยาก หากจะพอระลึกบ้าง
ก็ควรจะ ทำสมาธิเพื่อสั่งสม บุญบารมี ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นต้น
1. สมาธิจะทำให้เรา รู้ขอบเขต จะกลายเป็นคนไม่ ตึงเกิน หรือ หย่อนเกิน
2. จะทำให้พบข้อดี ข้อเสีย ของตนเอง ยิ่งขอเสีย จะสังเกต ขึ้นมาเฉยๆ นั่นเพราะ
มีตัว สติ ที่มากขึ้น และช่วยให้เรา ระลึกได้ และ เริ่มคิดลด สิ่งที่ เสียๆ นั้นออกไปจากตัว
ของเรา เช่น
-คนที่ห้องรก จะเริ่มจัดห้อง
-คนที่ ชอบเบื่อเซ็ง ก็จะดีขึ้น
-จะเป็นเหมือน น้ำทิพย์ ชโลมใจ ทำให้เริ่มลงมือทำ สิ่งดีๆ ให้กับตัว ในด้านต่างๆ
3. ผู้คนจะดีกับเรา ร้ายมาก จะ ดีขึ้น เฉยๆ จะดีมาก คือ เปลี่ยน เวรกรรม ปัจจุบันได้ ในเรื่องแบบนี้
จากที่สังเกตมากับตัว การปฏิสัมพันธ์กับคน จะลื่นขึ้น สบายขึ้น แต่ ควรมี หลัก อุเบกขา รองรับด้วย
คือ เราก็มีกรรมของเรา เขาก็มีกรรมของเขา สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมของตัวเอง ท่องไว้ครับ คนที่
อารมณ์ร้อน โกรธคนง่าย ท่องไว้ จะลื่นมากๆ ในการพบปะกับคน เนื่องจากสมาธินั้น คนที่ทำใหม่ๆ แม้จะเก่าๆ ก็จะทำให้ใจเรา ไวขึ้นสำหรับบางคน กลายเป็น โกรธไว ไปก็มีครับ
4. คนทำสมาธิ ต้องมีเมตตาธรรม แนะนำ ให้เจริญ พรหมวิหาร 4 ไปด้วย ครับ จะได้ คุมไว้แต่ต้น ขอให้เรามี เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา คุมจิตใจไว้ ตั้งใจว่า จะทำให้ดีที่สุด ไม่ทิ้ง พรหมวิหาร 4 รับรอง ไม่มีการฟุ้งเฟ้อ หรือกลายเป็นคน จิตไว เพราะ มันมีพื้นฐาน มาจาก ก่อนจะทำอะไร มีเมตตา มี กรุณา มีมุฑิตา มีอุเบกขา แล้วหรือยัง พอสติคิดได้ เราก็จะหยุด และ ไม่กระทำอะไร รุนแรง
ทำไมคนทำสมาธิต้องมี พรหมวิหาร 4 นั่นเพราะ พอคุณ โลภ โกรธ หลง แรงๆ เข้าที่ มันจะเกิดคำถาม ทำไมทำสมาธิแล้วยังมีเรืองแบบนี้ แรงๆ หากเป็นกรรมของเราจะต้องเจอ แบบนี้ทำอย่างไรได้ครับ เจอก็ต้องเจอ แต่ หลายๆ ครั้งในช่วงแรก หากเราเอา พรหมวิหาร 4 มาจับ หนักจะกลายเป็นเบา ทุกอย่างจะลดลงไปมาก เราก็จะได้ ไม่มีข้อ ฟุ้งซ่าน สงสัย ทำให้องค์สมาธิเสีย คือ นิวรณ์ นั่นเอง
มีผู้คนมากมาย ที่รู้กันว่า รู้จักธรรมะดีๆ แต่ ผมไปอ่านเจอใน ส่วนของทางวิปัสนา จะมีปัญญาแบ่งออกไปหลายแบบ เช่น ปัญญาจาการฟัง ปัญญาจากการคิดนึกเอา และ ปัญญาจากการรู้แล้วเข้าใจจริงๆ ยกตัวอย่าง เรามีปัญญาเรื่อง พรหมวิหาร 4 ปกติเราจะคิดว่าเรารู้แล้ว ก็จบ รู้มากกว่าคนอื่นแล้ว มีธรรมะแล้ว
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ นะครับ
คือ มันอาจเป็นพรหมวิหาร 4 จากการฟังเขามา
มันอาจเป็นพรหมวิหาร 4 แบบนึกคิดว่า แบบนั้นแบบนี้ หรือ หลงคิดว่า เราทำครบ ทำถูกแล้ว
มันอาจเป็นปัญญาแท้ๆ คือ เข้าใจ และ ทำพรหมวิหาร 4 จริง
หากจะให้เห็นภาพก็ เราฟังวิธีเลี้ยงลูกด้วยความรัก เราแค่รู้ ต่อมา เราเลี้ยงลูกของเราจริงๆ เราเชื่อว่า เรารักลูกมากแล้ว ทำครบตามหลักวิชา แต่ปัญญาสุดท้ายคือ ความรักของแม่ ที่ แม่ทั่วโลกลึกซึ้งต่างกันและเขาก็อาจเลี้ยงลูกได้ดีกว่าเราแบบนี้ คือ ของเขาแท้กว่า ดีกว่าแบบนี้
การศึกษาธรรมะจึงควรทำให้ได้จริงๆ ครับ ทำจนเป็นนิสัย นั่นล่ะผมว่านะ นานปีเข้าทำได้จริงมันเป็นนิสัยได้จริงๆ นะครับ นี่ล่ะที่คนเลิกปฏิบัติธรรมไป หลายคน เพราะ ใช้ธรรมะครบแล้ว แต่ มันไม่ได้ใช้จริงๆ สักข้อนั่นเอง...
บางคนยิ่งทำสมาธิ ยิ่งดี บางคนไม่เป็นแบบนั้น เหมือน มีมารมาขวาง ต้องแก้ด้วย 2 ข้อคือ
1. กัดไม่ปล่อย บอกแล้วว่า อุเบกขา คือ เราก็มีกรรมของเรา เขาก็มีกรรมของเขา สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง เราตามทันรู้ทัน จะปฏิบัติสมาธิ อย่างตั้งใจ (ไม่เครียด ไม่อยาก ทำตามคำพระท่านสอนพอ) หากจะได้ มันได้เอง หากไม่ได้อะไรเลยจนตาย ก็ยังได้ อานิสงส์ จากการบำเพ็ญสมาธิ ล่ะ ไม่มีอะไรที่ทำเสียไปเปล่าๆ เอาเป็นว่า ไม่เลิกปฏิบัติสมาธิ ตลอดชีวิต ทำให้ถูกแบบแผน ตามปรากฎในพระไตรปิฏก เป็นพอ มีครูแนะนำ ที่ถูกต้อง ยิ่งดี หากเป็น สมถภาวนา มี 40 กอง หรือ วิธี ในการทำสมาธิ ก็หาที่ถูกจริตกับตัว อย่างผม ใช้ อานาปานสติ แบบอื่นๆ เช่น การเจริญ อุเบกขา นี่ก็ใช่ และอื่นๆ อีกมากมาย
เพียงแต่ว่า ท่านว่า ยังแยกออกไป เป็น ชนิดที่ทำแล้วได้ ฌาน 4 กับ ไม่ได้ ก็มีครับ อ่านศึกษากันดีๆ บางคนเน้นไปทาง วิปัสนา อันนี้ ใช้ฌาน 1 หรือ ไม่ใช้ยังได้ แบบนี้ ลองศึกษากันดูครับ
2. มีพรหมวิหาร 4
เอ้าแถมอีกข้อ
3. จงคิดดี พูดดี และ ทำดี
สมเด็จพระสังฆราช พระญาณสังวร ท่านตรัสว่า หากทำข้อ 3. ได้ดี จะทำให้พ้น บาปกรรม ที่ตามจะเอาคืนจากเราได้ในชาติปัจจุบัน ขณะที่เราจะ คิดดี พูดดี ทำดี เป็นนิสัย ผมเอามาจาก หนังสือเล่มเล็กๆ "ชีวิตนี้สั้นนัก" ที่ท่านทรงนิพนธ์เอาไว้ หรือในเล่มเดียวกัน การบริกรรม พุทโธๆๆ ตลอดเวลา ก็ช่วยได้ จากหนักเป็นเบา
แน่ล่ะ การจะทำแบบนั้นได้ ก็ควรสร้างมงคลให้ชีวิต ดังนั้น เราควร ศึกษาว่า มงคล 38 ประการนั้นทำอย่างไร อีกด้วย
จำไว้นะครับ คนที่เก่งทางเหตุผลมากๆ คิดลึกๆ นี่ ข้อ 3. คิดดี พูดดี ทำดี นี่ ทำได้ยากนะครับ เพราะเรามันพวกช่างคิด ทำให้ บางที คิดเยอะ จน คิดดี เป็น คิดเกินดีไป ระวัง แต่หากทำได้ ชีวิต เปลี่ยน ทันที
5.โชคเล็กใหญ่ จะถูกดึงดูดเข้าหาตัว ให้ทำสมาธิ สม่ำเสมอ จะดี จะร้าย มีสมาธิเป็นเพื่อน คุณจะเห็นเอง
6. สมาธิ ทำให้สุขภาพดีขึ้น เรามักจะ หายใจเข้า ลึกไปถึงใต้สะดือ หายใจลึกๆ ช้าๆ บางคนมารู้ตัวว่าหายใจไม่เต็มปอด มาตลอดชีวิต จากสมาธินี่เอง ในทางสมาธิแบบสมถภาวนา อาจก่อให้เกิด องค์สมาธิ ฌาน อภิญญา กับคนที่ปฏิบัติถูกทาง เอาชนะนิวรณ์ได้ และ ในทาง วิปัสนา ยังอาจทำให้เราเข้าสู่เขตนิพพานอีกด้วย แล้วแต่จะปฏิบัติ แบบ สมถภาวนา หรือ วิปัสนภาวนา
อย่างไรก็ตาม หากเราศึกษาเรื่อง การรักษาด้วยลมปราณ หรือ การฝึกพลังลมปราณ เราจะพบว่า มีเรื่องของ จักระ เข้ามาช่วยอธิบาย ว่าทำไมทำสมาธิแล้ว แข็งแรง นั่นเพราะ มีจักระอย่างน้อย 2 ดวงที่เกี่ยข้อง นั่นคือ
1.จักรสะดือ 2. จักรม้าม
คำเตือน:
ห้ามเอาไปฝึกตรงๆ โดยคิดประจุพลังปราณ ไปยังจักรใดจักรหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างมา โดยไม่ได้ทำสมาธิ แล้วเดินปราณ ตามที่ตัวเองคิด อย่าเด็ดขาดนะครับ รวมทั้งการฝึกชำระล้างและประจุพลังในจักระ ตัวอื่นๆ ด้วย ถ้าเป็นตำราที่โอเค มีอาจารย์น่าเชื่อถือ ก็โอเค แต่หากไปอ่านในเว็บมา หาที่มาไม่ได้ อย่าไปฝึกเองเด็ดขาดนะครับ
ในสายของ พลังปราณ เชื่อกันว่า ปราณ จะฟังจิตของเรา ดังนั้น หากเราไปคิดฝึกตรงๆ ต้องมีครู ที่รู้เรื่องนี้ครับ แต่การทำสมาธิเราไม่ได้คิดถึงปราณเราคิดถึงเรื่อง สมาธิเช่นกำหนดตามลมหายใจ แบบนี้ เราไม่ได้ไปสั่งปราณตรงๆ ไม่เกี่ยวกัน เป็น ภาษาที่ทางธรรมเรียกว่า วิตก วิจาร คือ เครื่องมือยกจิตเข้าสู่สมาธิ และยังประคองสมาธิไว้ได้ แบบนี้ เพียงแต่พอทำไปนานๆ ปราณมันจัดการของมันเอง เท่านั้น
ทางพุทธเราไม่ได้เน้นเรื่องปราณ ฝึกพลัง แต่ทางอินเดีย จีน เขาจะมีฝึกโดยตรงครับ ดังพระท่านว่า ท่านสอนเราเพียงใบไม้หยิบมือเดียว ที่พาให้บรรลุธรรม ได้นิพพานได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสอนเรื่องพลังปราณ นั่นเอง
ตามที่ผมพอศึกษามาบ้าง จะพบว่า การฝึกปราณของทางอินเดีย เขาต้องทำสมาธิ นำก่อนนะครับ ดังนั้น จะยังไงต้องมีสมาธินำก่อนเสมอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
โดยปกติ จักระ 2 ตัวนี้ จะทำงานด้วยกันโดยอัตโนมัติ นั่นคือ จักรสะดือ ดี จักรม้ามจะดีด้วย โดยจักรสะดือ เป็นตัวรวบรวมปราณ และส่งต่อให้จักรม้าม เป็นตัวย่อยพลัง แล้วกระจาย ต่อไปยัง ยังจักระหลักๆ ที่เหลือจนครบ ดังนั้น จักรใดพลังเสื่อม ไม่สมบูรณ์ ก็ได้รับการชำระล้างไปในตัว ขณะทำสมาธิ เพราะเราทำกัน นานเช่น 30 - 60 นาที นั่นเอง
เรื่องนี้ไม่มีการเชื่อมโยงกัน แต่ผม ศึกษามาพอสมควรก็เห็นว่า จุดนี้เชื่อมโยง การทำสมาธิเข้ากับการฝึกลมปราณได้ อย่างลงตัว
ขอสังเกตุ: เรื่องจักระ และ ลมปราณ มีอยู่ทั่วโลก จักระหลักๆ ก็คล้ายกัน เกือบจะเหมือนกันด้วยซ้ำ ทีแรกผมคิดว่า มีแค่ในอินเดีย ที่ไหนได้ อียิปต์ก็มี และทีอื่นๆ ขนาดว่า เขาคิดว่า หินปิระมิดก้อนใหญ่ ที่ยกขึ้นไว้บนที่สูงๆ ได้นั้น มาจากพลังลมปราณนี่เอง ลองหาอ่านกันครับ อันนี้่อ่านผ่านๆ ตา
นักกีฬาก็เช่นกัน เขาอาจจะไม่ได้เจตนา หายใจเข้าลึกไปถึงสะดือ แต่ การหายใจในการกีฬา สังเกตดีๆ มันก็หายใจเต็มปอดนั่นล่ะ มันก็คล้ายๆ กัน ยังไง จักรสะดือต้องได้รับปราณ แน่นอน
และยังมี ประโยชน์อีกมากหลาย ต้องทำเองจึงจะทราบครับ
อ้อ แถมอีกข้อ
7. คนที่ได้ สมาธิขั้นต้นๆ เช่น อุปจราสมาธิ ก็ยังพบว่า มันไม่ใช่สุข แบบที่เราเคยเห็นในโลก นี่ยังห่างจากฌานตั้งเยอะนะครับ แล้วก็เข้าสู่โลกของฌาน ในระดับ อัปปมาสมาธิ ล่ะ มันจะขนาดไหน โลกที่คุณสงบเย็น เห็น วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา โลกนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกเพียบ ไม่ลองมาค้นหากันบ้างหรือครับ :0) ยิ่งฌานสูงขึ้นไป จะยิ่งละเอียดขนาดไหนแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นชาวพุทธ ก็ต้องไม่ลืม
วิปัสนานะครับ เพราะ นิพพาน คือ สุขที่แท้จริง ครับ ลองต่อยอดกันเองครับ
เอาล่ะวันนี้เท่านี้กันก่อน
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
เมื่อเรามีการฝึกสมาธิ จะมีสิ่งใดเกิดกับเราบ้าง
ควรปฏิบัติโดยใช้เวลา และ จำนวนครั้งที่มากพอ ถ้าสามารถทำทุกวันจะดีมาก โดยควรกระทำ
ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป หรือมากกว่านั้น โดยไม่ต้องรีบ ไม่มีความอยาก หากจะพอระลึกบ้าง
ก็ควรจะ ทำสมาธิเพื่อสั่งสม บุญบารมี ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นต้น
1. สมาธิจะทำให้เรา รู้ขอบเขต จะกลายเป็นคนไม่ ตึงเกิน หรือ หย่อนเกิน
2. จะทำให้พบข้อดี ข้อเสีย ของตนเอง ยิ่งขอเสีย จะสังเกต ขึ้นมาเฉยๆ นั่นเพราะ
มีตัว สติ ที่มากขึ้น และช่วยให้เรา ระลึกได้ และ เริ่มคิดลด สิ่งที่ เสียๆ นั้นออกไปจากตัว
ของเรา เช่น
-คนที่ห้องรก จะเริ่มจัดห้อง
-คนที่ ชอบเบื่อเซ็ง ก็จะดีขึ้น
-จะเป็นเหมือน น้ำทิพย์ ชโลมใจ ทำให้เริ่มลงมือทำ สิ่งดีๆ ให้กับตัว ในด้านต่างๆ
3. ผู้คนจะดีกับเรา ร้ายมาก จะ ดีขึ้น เฉยๆ จะดีมาก คือ เปลี่ยน เวรกรรม ปัจจุบันได้ ในเรื่องแบบนี้
จากที่สังเกตมากับตัว การปฏิสัมพันธ์กับคน จะลื่นขึ้น สบายขึ้น แต่ ควรมี หลัก อุเบกขา รองรับด้วย
คือ เราก็มีกรรมของเรา เขาก็มีกรรมของเขา สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมของตัวเอง ท่องไว้ครับ คนที่
อารมณ์ร้อน โกรธคนง่าย ท่องไว้ จะลื่นมากๆ ในการพบปะกับคน เนื่องจากสมาธินั้น คนที่ทำใหม่ๆ แม้จะเก่าๆ ก็จะทำให้ใจเรา ไวขึ้นสำหรับบางคน กลายเป็น โกรธไว ไปก็มีครับ
4. คนทำสมาธิ ต้องมีเมตตาธรรม แนะนำ ให้เจริญ พรหมวิหาร 4 ไปด้วย ครับ จะได้ คุมไว้แต่ต้น ขอให้เรามี เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา คุมจิตใจไว้ ตั้งใจว่า จะทำให้ดีที่สุด ไม่ทิ้ง พรหมวิหาร 4 รับรอง ไม่มีการฟุ้งเฟ้อ หรือกลายเป็นคน จิตไว เพราะ มันมีพื้นฐาน มาจาก ก่อนจะทำอะไร มีเมตตา มี กรุณา มีมุฑิตา มีอุเบกขา แล้วหรือยัง พอสติคิดได้ เราก็จะหยุด และ ไม่กระทำอะไร รุนแรง
ทำไมคนทำสมาธิต้องมี พรหมวิหาร 4 นั่นเพราะ พอคุณ โลภ โกรธ หลง แรงๆ เข้าที่ มันจะเกิดคำถาม ทำไมทำสมาธิแล้วยังมีเรืองแบบนี้ แรงๆ หากเป็นกรรมของเราจะต้องเจอ แบบนี้ทำอย่างไรได้ครับ เจอก็ต้องเจอ แต่ หลายๆ ครั้งในช่วงแรก หากเราเอา พรหมวิหาร 4 มาจับ หนักจะกลายเป็นเบา ทุกอย่างจะลดลงไปมาก เราก็จะได้ ไม่มีข้อ ฟุ้งซ่าน สงสัย ทำให้องค์สมาธิเสีย คือ นิวรณ์ นั่นเอง
มีผู้คนมากมาย ที่รู้กันว่า รู้จักธรรมะดีๆ แต่ ผมไปอ่านเจอใน ส่วนของทางวิปัสนา จะมีปัญญาแบ่งออกไปหลายแบบ เช่น ปัญญาจาการฟัง ปัญญาจากการคิดนึกเอา และ ปัญญาจากการรู้แล้วเข้าใจจริงๆ ยกตัวอย่าง เรามีปัญญาเรื่อง พรหมวิหาร 4 ปกติเราจะคิดว่าเรารู้แล้ว ก็จบ รู้มากกว่าคนอื่นแล้ว มีธรรมะแล้ว
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ นะครับ
คือ มันอาจเป็นพรหมวิหาร 4 จากการฟังเขามา
มันอาจเป็นพรหมวิหาร 4 แบบนึกคิดว่า แบบนั้นแบบนี้ หรือ หลงคิดว่า เราทำครบ ทำถูกแล้ว
มันอาจเป็นปัญญาแท้ๆ คือ เข้าใจ และ ทำพรหมวิหาร 4 จริง
หากจะให้เห็นภาพก็ เราฟังวิธีเลี้ยงลูกด้วยความรัก เราแค่รู้ ต่อมา เราเลี้ยงลูกของเราจริงๆ เราเชื่อว่า เรารักลูกมากแล้ว ทำครบตามหลักวิชา แต่ปัญญาสุดท้ายคือ ความรักของแม่ ที่ แม่ทั่วโลกลึกซึ้งต่างกันและเขาก็อาจเลี้ยงลูกได้ดีกว่าเราแบบนี้ คือ ของเขาแท้กว่า ดีกว่าแบบนี้
การศึกษาธรรมะจึงควรทำให้ได้จริงๆ ครับ ทำจนเป็นนิสัย นั่นล่ะผมว่านะ นานปีเข้าทำได้จริงมันเป็นนิสัยได้จริงๆ นะครับ นี่ล่ะที่คนเลิกปฏิบัติธรรมไป หลายคน เพราะ ใช้ธรรมะครบแล้ว แต่ มันไม่ได้ใช้จริงๆ สักข้อนั่นเอง...
บางคนยิ่งทำสมาธิ ยิ่งดี บางคนไม่เป็นแบบนั้น เหมือน มีมารมาขวาง ต้องแก้ด้วย 2 ข้อคือ
1. กัดไม่ปล่อย บอกแล้วว่า อุเบกขา คือ เราก็มีกรรมของเรา เขาก็มีกรรมของเขา สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง เราตามทันรู้ทัน จะปฏิบัติสมาธิ อย่างตั้งใจ (ไม่เครียด ไม่อยาก ทำตามคำพระท่านสอนพอ) หากจะได้ มันได้เอง หากไม่ได้อะไรเลยจนตาย ก็ยังได้ อานิสงส์ จากการบำเพ็ญสมาธิ ล่ะ ไม่มีอะไรที่ทำเสียไปเปล่าๆ เอาเป็นว่า ไม่เลิกปฏิบัติสมาธิ ตลอดชีวิต ทำให้ถูกแบบแผน ตามปรากฎในพระไตรปิฏก เป็นพอ มีครูแนะนำ ที่ถูกต้อง ยิ่งดี หากเป็น สมถภาวนา มี 40 กอง หรือ วิธี ในการทำสมาธิ ก็หาที่ถูกจริตกับตัว อย่างผม ใช้ อานาปานสติ แบบอื่นๆ เช่น การเจริญ อุเบกขา นี่ก็ใช่ และอื่นๆ อีกมากมาย
เพียงแต่ว่า ท่านว่า ยังแยกออกไป เป็น ชนิดที่ทำแล้วได้ ฌาน 4 กับ ไม่ได้ ก็มีครับ อ่านศึกษากันดีๆ บางคนเน้นไปทาง วิปัสนา อันนี้ ใช้ฌาน 1 หรือ ไม่ใช้ยังได้ แบบนี้ ลองศึกษากันดูครับ
2. มีพรหมวิหาร 4
เอ้าแถมอีกข้อ
3. จงคิดดี พูดดี และ ทำดี
สมเด็จพระสังฆราช พระญาณสังวร ท่านตรัสว่า หากทำข้อ 3. ได้ดี จะทำให้พ้น บาปกรรม ที่ตามจะเอาคืนจากเราได้ในชาติปัจจุบัน ขณะที่เราจะ คิดดี พูดดี ทำดี เป็นนิสัย ผมเอามาจาก หนังสือเล่มเล็กๆ "ชีวิตนี้สั้นนัก" ที่ท่านทรงนิพนธ์เอาไว้ หรือในเล่มเดียวกัน การบริกรรม พุทโธๆๆ ตลอดเวลา ก็ช่วยได้ จากหนักเป็นเบา
แน่ล่ะ การจะทำแบบนั้นได้ ก็ควรสร้างมงคลให้ชีวิต ดังนั้น เราควร ศึกษาว่า มงคล 38 ประการนั้นทำอย่างไร อีกด้วย
จำไว้นะครับ คนที่เก่งทางเหตุผลมากๆ คิดลึกๆ นี่ ข้อ 3. คิดดี พูดดี ทำดี นี่ ทำได้ยากนะครับ เพราะเรามันพวกช่างคิด ทำให้ บางที คิดเยอะ จน คิดดี เป็น คิดเกินดีไป ระวัง แต่หากทำได้ ชีวิต เปลี่ยน ทันที
5.โชคเล็กใหญ่ จะถูกดึงดูดเข้าหาตัว ให้ทำสมาธิ สม่ำเสมอ จะดี จะร้าย มีสมาธิเป็นเพื่อน คุณจะเห็นเอง
6. สมาธิ ทำให้สุขภาพดีขึ้น เรามักจะ หายใจเข้า ลึกไปถึงใต้สะดือ หายใจลึกๆ ช้าๆ บางคนมารู้ตัวว่าหายใจไม่เต็มปอด มาตลอดชีวิต จากสมาธินี่เอง ในทางสมาธิแบบสมถภาวนา อาจก่อให้เกิด องค์สมาธิ ฌาน อภิญญา กับคนที่ปฏิบัติถูกทาง เอาชนะนิวรณ์ได้ และ ในทาง วิปัสนา ยังอาจทำให้เราเข้าสู่เขตนิพพานอีกด้วย แล้วแต่จะปฏิบัติ แบบ สมถภาวนา หรือ วิปัสนภาวนา
อย่างไรก็ตาม หากเราศึกษาเรื่อง การรักษาด้วยลมปราณ หรือ การฝึกพลังลมปราณ เราจะพบว่า มีเรื่องของ จักระ เข้ามาช่วยอธิบาย ว่าทำไมทำสมาธิแล้ว แข็งแรง นั่นเพราะ มีจักระอย่างน้อย 2 ดวงที่เกี่ยข้อง นั่นคือ
1.จักรสะดือ 2. จักรม้าม
คำเตือน:
ห้ามเอาไปฝึกตรงๆ โดยคิดประจุพลังปราณ ไปยังจักรใดจักรหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างมา โดยไม่ได้ทำสมาธิ แล้วเดินปราณ ตามที่ตัวเองคิด อย่าเด็ดขาดนะครับ รวมทั้งการฝึกชำระล้างและประจุพลังในจักระ ตัวอื่นๆ ด้วย ถ้าเป็นตำราที่โอเค มีอาจารย์น่าเชื่อถือ ก็โอเค แต่หากไปอ่านในเว็บมา หาที่มาไม่ได้ อย่าไปฝึกเองเด็ดขาดนะครับ
ในสายของ พลังปราณ เชื่อกันว่า ปราณ จะฟังจิตของเรา ดังนั้น หากเราไปคิดฝึกตรงๆ ต้องมีครู ที่รู้เรื่องนี้ครับ แต่การทำสมาธิเราไม่ได้คิดถึงปราณเราคิดถึงเรื่อง สมาธิเช่นกำหนดตามลมหายใจ แบบนี้ เราไม่ได้ไปสั่งปราณตรงๆ ไม่เกี่ยวกัน เป็น ภาษาที่ทางธรรมเรียกว่า วิตก วิจาร คือ เครื่องมือยกจิตเข้าสู่สมาธิ และยังประคองสมาธิไว้ได้ แบบนี้ เพียงแต่พอทำไปนานๆ ปราณมันจัดการของมันเอง เท่านั้น
ทางพุทธเราไม่ได้เน้นเรื่องปราณ ฝึกพลัง แต่ทางอินเดีย จีน เขาจะมีฝึกโดยตรงครับ ดังพระท่านว่า ท่านสอนเราเพียงใบไม้หยิบมือเดียว ที่พาให้บรรลุธรรม ได้นิพพานได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องสอนเรื่องพลังปราณ นั่นเอง
ตามที่ผมพอศึกษามาบ้าง จะพบว่า การฝึกปราณของทางอินเดีย เขาต้องทำสมาธิ นำก่อนนะครับ ดังนั้น จะยังไงต้องมีสมาธินำก่อนเสมอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
โดยปกติ จักระ 2 ตัวนี้ จะทำงานด้วยกันโดยอัตโนมัติ นั่นคือ จักรสะดือ ดี จักรม้ามจะดีด้วย โดยจักรสะดือ เป็นตัวรวบรวมปราณ และส่งต่อให้จักรม้าม เป็นตัวย่อยพลัง แล้วกระจาย ต่อไปยัง ยังจักระหลักๆ ที่เหลือจนครบ ดังนั้น จักรใดพลังเสื่อม ไม่สมบูรณ์ ก็ได้รับการชำระล้างไปในตัว ขณะทำสมาธิ เพราะเราทำกัน นานเช่น 30 - 60 นาที นั่นเอง
เรื่องนี้ไม่มีการเชื่อมโยงกัน แต่ผม ศึกษามาพอสมควรก็เห็นว่า จุดนี้เชื่อมโยง การทำสมาธิเข้ากับการฝึกลมปราณได้ อย่างลงตัว
ขอสังเกตุ: เรื่องจักระ และ ลมปราณ มีอยู่ทั่วโลก จักระหลักๆ ก็คล้ายกัน เกือบจะเหมือนกันด้วยซ้ำ ทีแรกผมคิดว่า มีแค่ในอินเดีย ที่ไหนได้ อียิปต์ก็มี และทีอื่นๆ ขนาดว่า เขาคิดว่า หินปิระมิดก้อนใหญ่ ที่ยกขึ้นไว้บนที่สูงๆ ได้นั้น มาจากพลังลมปราณนี่เอง ลองหาอ่านกันครับ อันนี้่อ่านผ่านๆ ตา
นักกีฬาก็เช่นกัน เขาอาจจะไม่ได้เจตนา หายใจเข้าลึกไปถึงสะดือ แต่ การหายใจในการกีฬา สังเกตดีๆ มันก็หายใจเต็มปอดนั่นล่ะ มันก็คล้ายๆ กัน ยังไง จักรสะดือต้องได้รับปราณ แน่นอน
และยังมี ประโยชน์อีกมากหลาย ต้องทำเองจึงจะทราบครับ
อ้อ แถมอีกข้อ
7. คนที่ได้ สมาธิขั้นต้นๆ เช่น อุปจราสมาธิ ก็ยังพบว่า มันไม่ใช่สุข แบบที่เราเคยเห็นในโลก นี่ยังห่างจากฌานตั้งเยอะนะครับ แล้วก็เข้าสู่โลกของฌาน ในระดับ อัปปมาสมาธิ ล่ะ มันจะขนาดไหน โลกที่คุณสงบเย็น เห็น วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา โลกนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกเพียบ ไม่ลองมาค้นหากันบ้างหรือครับ :0) ยิ่งฌานสูงขึ้นไป จะยิ่งละเอียดขนาดไหนแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นชาวพุทธ ก็ต้องไม่ลืม
วิปัสนานะครับ เพราะ นิพพาน คือ สุขที่แท้จริง ครับ ลองต่อยอดกันเองครับ
เอาล่ะวันนี้เท่านี้กันก่อน
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Monday, January 12, 2015
บทความตอนที่ 12: กลวิธีในการออกจากทุกข์ ขั้นต้น แบบสมาธิและแบบโยคะ
สวัสดีครับ
ข้อสังเกตุ ในการเขียนบทความนี้คือ มีอยู่ระยะหนึ่งมีปัญหารบกวนจิตใจผมมาก จนน่ารำคาญใจ ยังไงก็ถอนไม่ออก ปกติจะใช้การออกกำลังกายเข้าช่วย แต่การทำงานตอนนี้ ไม่มีเวลาแล้วครับ ตื่นไปทำงานราวๆ 6 โมงเช้ากลับบ้าน เกือบ 2 ทุ่ม ชีวิตเปลี่ยนขนาดนี้ งงสิครับ
แต่แล้ววันหนึ่ง ผมเพียงได้ดูหนังที่ชอบ แค่ต้นๆ เรื่อง ทุกข์ก็คลาย เปิดความสุข แบบสมัยก่อนกลับมาเฉยๆ และเป็นอยู่แบบนั้น นานทั้งวัน ก็ตกใจว่า เพราะอะไร
ผมนั่งคิดก็นึกได้ระยะนี้ เรา นั่งสมาธิบ่อย ไม่ใช่เพราะ เพื่อหนีทุกข์นะครับ ผมทำมาก่อน ชีวิตเปลี่ยนในปี สองปีนี้ นานแล้ว เพราะผมคิดว่า
ชีวิตนี้ เราได้เกิดเป็นคน นี่ ถือว่ามีบุญนะ แต่ก็ใช้ บุญกุศลไปเยอะนะ ไม่งั้นไม่ได้เกิดเป็นคนหรอก ยังประมาทอีก ชาติหน้า กุศลเหลือเท่าใดหว่า ใครกุศลมาก ยังมีอีกเป็นกระบุง ก็วางใจ แล้วคนที่น้อยจนปริ่มๆ ล่ะ จะทำไง
มัวหลงระเริง แล้ว ชาติหน้าทำไงล่ะเนี่ย
เคยได้ยินแนวคิดเรื่องกุศล ผลบุญ กฎแห่งกรรมนำเกิด แล้ว หนาวสะท้าน เชื่อไหม หากเวรกรรมมันตามทัน เป็นเทวดาอยู่ดีๆ หมดบุญ ลงมาเกิดเป็น หมา ก็เป็นได้ แล้วยังประมาทอีกหรือ
ผมจึงทำสมาธิเป็นกิจวัตร เพราะ
1.ไม่ต้องลงทุน จัดเตรียมมาก
2. ทำได้ในห้องพัก หรือ ทุกที่
3. ทำบ่อยๆ พระท่านว่า ให้ผลมาก มีอานิสงส์มาก
ผมต้องมาขึ้นรถก่อน 7 โมงเช้า เวลาตักบาตร ไม่มีครับ เสาร์อาทิตย์เอาไว้พักจริงๆ เพราะ เดินทางนี่ วันละ ราวๆ 3 ชั่วโมงรวมไปกลับ ชีวิตนั่งบนรถ เวลาว่างแทบไม่มี มีก็เอาไว้พักผ่อนแล้วครับ การนั่งสมาธิจึงเป็น อีกทางที่เหลืออยู่ ที่เราคว้าไว้ได้
ส่วนการไม่เพิ่มกุศลเลย ไม่มีสำหรับผม เพราะอย่างที่บอก กลัวว่า ทุนชาติหน้าเหลือน้อยครับ เป็นคนดีๆ ไปเกิดเป็นหมา นี่ เซ็ง สมัยนี้เขาเลี้ยงดี มีเสริมนั่นนี่ กลายเป็น สุนัขอายุยืนไม่ตายง่ายๆ อีก เจ้าของเขาหวังดี แต่ หากเรารู้ว่าจะอยู่เป็น สุนัขนานๆ คนอย่างเราจะเอาหรือ จริงไหม
และสำคัญ สมาธิ หากเราประคองดี ประคองเป็น มันประกัน ที่ไป หรือ สุขคติให้เราได้ ตามคำพระท่านว่า เช่น หากได้ ฌานขั้นต้นๆ ก็ พรหมขั้นต้นๆ ครับ อย่าเพิ่งว่า ผมเพ้อเจ้อ นี่มีอยู่ในพระไตรปิฏกน่ะครับ ผมศรัทธาว่ามีจริงๆ สวรรค์ นรก มีจริง เทวดา พรหม ก็ต้องมีจริง ไม่งั้น คนกลับชาติมาเกิดจะมีได้ไงจริงไหม
สมาธิขั้นต้น ฌาน 1 ก็ได้เป็น พรหมแล้วนะครับ เหมือนไม่มีอะไร เพราะพรหมมีหลายระดับ แต่พรหม สูงกว่า เทวดา เราข้ามไปได้ ตั้ง 6 ชั้นเลยนะครับ ตั้งแต่ชั้นเทวดา ฉกามาพจร ไปจน ปรนิมมิตตวะสวัสดี ข้ามไปเลย 6 ช้ัน เป็นพรหมเลย แล้วไม่ดีตรงไหน?
บางคนว่า ไม่มีจริงหรอก ผมขอเถียง เอาง่ายๆ คนกลับชาติมาเกิด มีจริงนะครับ ฝรั่งเอาไปวิจัยกันโครมๆ เราคนเอเชีย เจ้าขององค์ความรู้ สวรรค์ นรกๆ แท้ๆ กระแดะ ทำเป็นไม่เชื่อ แซะงั้น บ้าจริงๆ
เอ้ากลับเข้าเรื่อง พบว่า เพราะทำสมาธินี่เอง แม้จะยังไปไม่ถึงไหน ตามกำลังสติปัญญาที่ตอนนี้ยังน้อยๆ แต่ก็ได้อะไรมาพอควร สิ่งที่พบจากการทำสมาธิต่อเนื่อง สักราวๆ ครึ่งปี ถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น แบบยังไม่ได้ ฌานนะครับ มีดังนี้
1. อาจเปลี่ยน ร้ายให้กลายเป็นดี ผมไม่ขอ โม้ แต่ต้องลองทำเอง นี่ล่ะผลจากที่พระท่านว่า ทำแล้วให้ผลมาก อานิสงค์มาก
2. ผู้คนกลับจากเฉยๆ เป็นรักเรา จากรัก จะรักมากขึ้น จากเกลียด จะเว้นเรา
3. สุขภาพดี เช่น นอนหลับสนิทขึ้น ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น ช่วยให้อาการ เจ็บป่วย หายเร็วกว่าปกติ
ตามแนวคิดการรักษาด้วยปราณ หรือ ชี่ จะรับรองไว้ว่า ร่างกายประกอบขึ้น ด้วย จิต กายทิพย์ กายหยาบ และการทำสมาธิจะรักษากับเพิ่มพลังกายทิพย์โดยตรง เมื่อกายทิพย์สดชื่น กายหยาบก็จะสดชื่น อาการเครียด นอนไม่หลับ ความดัน อะไรๆ จะทุเลาและหายได้ ยกเว้นกรณี เป็น โรคจากกรรมเก่า อันนี้ อาจเพียงทุเลาครับ
4. มีพลังผลักดัน ที่ดันให้เราทำให้ชีวิตของเราให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ สังเกตได้ง่ายที่สุดจาก ห้องพักของคุณ ลองทำจะรู้เอง
5.ทำสมาธิได้ง่ายขึ้นๆ ก้าวหน้าขึ้น
6. มีโอกาสต่อยอดศาสตร์ทางจิต ได้ไปเรื่อยๆ
เอาเท่านี้ก่อนครับ
น่าจะเป็นสมาธินี่ล่ะครับ เพียงแต่ เราทำไว้มาก แต่ไม่รู้ตัว พอจิตมันไปจับกับสิ่งที่ชอบ พลังสมาธิก็อาจจะเคลื่อนไหว ไปทางนั้น สร้างความสุขได้อย่างประหลาด เพราะพลังสมาธิมากกว่าคนปกติ คือ ยังเป็นสมาธิขั้นต่ำมากๆ เกิดสุขจากการได้ทำตามความพอใจ ตัณหา นั่นเอง ทว่าในระดับฌาน จะสุขอีกแบบครับ มากกว่านี้เป็นพันๆเท่า
แต่เพียงนี้มันก็สร้างความ ตะลึงให้เราไม่น้อย ผมไม่ได้สุขใจแบบนี้มาได้ราวๆ 8-9 เดือนแล้ว หลังเกิดอาการเจ็บหลัง และ ต้องย้ายที่ทำงาน
มันยิ่งทำให้เรามีศรัทธา เพราะขนาดสมาธิชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เจือตัณหา ยังให้เรากลับเป็นสุขได้ แม้จะเพียงราวๆ 24 ชั่วโมง แต่มันทำให้เราเกิดพลังใจ ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีจริงๆ ครับ
เราจึงมั่นใจว่า ทำสมาธิแต่ยังอยู่ในโลกวัตถุได้ครับ
ดังนั้นใครอยากจะมีสุข ที่หวนคืน ก็จงค่อยๆ ทำสมาธิ สักวันละ 10 นาที เพิ่มไปเรื่อย จนนั่งได้ ราวๆ 40 นาทีนี่ผมถือว่าผ่าน ทำต่อไปสักหลายเดือน คุณก็จะได้สุขของคุณคืนมาแบบผม และหากมีวาสนาก็เอาให้ได้ ฌาน แล้วทำวิปัสนาด้วย เอาให้ถึง โสดาบัน นิพพานได้ จะดีมาก
อย่ามองสมาธิเป็นเรื่องของพระครับ เพราะสมัยโบราณ คนทำกันได้เยอะแยะครับ
(แต่วิปัสนา นี่ของพระจริงๆ เพราะมีเกิดได้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มีครับ)
เอ้าอีกทางของฝั่งโยคะ ลองวิธีนี้ ครับ
แบบที่หนึ่ง ส่งความสุข ความปรารถนาดีให้ตัวเอง ระดับอณูเซลล์
โยคีโบราณ เขาทำแบบนี้
1.นั่งทำสมาธิ เช่นกำหนดลมหายใจ เข้าออก เข้าท้องป่อง ออกท้องแฟบ ช้าๆ ให้ได้ สัก 30 นาทีขึ้นไป เน้นว่ามีสมาธิจริงๆ
2. จากกำลังสมาธิที่เกิดในข้อ 1. ให้ หายใจเข้า ท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ ช้าๆ ตอนหายใจออกให้ คิดว่า ส่งพลังปราณ แห่งความสุข ความปรารถนาดี ไปทุกอณูเซลล์ ของคุณ ขอให้เซลล์เป็นสุข มีพลัง กระชุ่มกระชวย ให้ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีผลเสียครับ
เชื่อกันว่า จะทำให้ ร่างกายสดชื่นมีความสุข โรคต่างๆ จะลดลงครับ สร้างสุขในขณะที่ทำได้ดีทีเดียว มีวิธีฝึกพลังจิตแบบนี้อีกเป็นสิบๆ วิธี วันหน้าจะเอามาถ่ายทอดกันครับ
แต่จำไว้ว่า ให้ทำในขณะที่จิตเป็นสมาธิเสมอ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ข้อสังเกตุ ในการเขียนบทความนี้คือ มีอยู่ระยะหนึ่งมีปัญหารบกวนจิตใจผมมาก จนน่ารำคาญใจ ยังไงก็ถอนไม่ออก ปกติจะใช้การออกกำลังกายเข้าช่วย แต่การทำงานตอนนี้ ไม่มีเวลาแล้วครับ ตื่นไปทำงานราวๆ 6 โมงเช้ากลับบ้าน เกือบ 2 ทุ่ม ชีวิตเปลี่ยนขนาดนี้ งงสิครับ
แต่แล้ววันหนึ่ง ผมเพียงได้ดูหนังที่ชอบ แค่ต้นๆ เรื่อง ทุกข์ก็คลาย เปิดความสุข แบบสมัยก่อนกลับมาเฉยๆ และเป็นอยู่แบบนั้น นานทั้งวัน ก็ตกใจว่า เพราะอะไร
ผมนั่งคิดก็นึกได้ระยะนี้ เรา นั่งสมาธิบ่อย ไม่ใช่เพราะ เพื่อหนีทุกข์นะครับ ผมทำมาก่อน ชีวิตเปลี่ยนในปี สองปีนี้ นานแล้ว เพราะผมคิดว่า
ชีวิตนี้ เราได้เกิดเป็นคน นี่ ถือว่ามีบุญนะ แต่ก็ใช้ บุญกุศลไปเยอะนะ ไม่งั้นไม่ได้เกิดเป็นคนหรอก ยังประมาทอีก ชาติหน้า กุศลเหลือเท่าใดหว่า ใครกุศลมาก ยังมีอีกเป็นกระบุง ก็วางใจ แล้วคนที่น้อยจนปริ่มๆ ล่ะ จะทำไง
มัวหลงระเริง แล้ว ชาติหน้าทำไงล่ะเนี่ย
เคยได้ยินแนวคิดเรื่องกุศล ผลบุญ กฎแห่งกรรมนำเกิด แล้ว หนาวสะท้าน เชื่อไหม หากเวรกรรมมันตามทัน เป็นเทวดาอยู่ดีๆ หมดบุญ ลงมาเกิดเป็น หมา ก็เป็นได้ แล้วยังประมาทอีกหรือ
ผมจึงทำสมาธิเป็นกิจวัตร เพราะ
1.ไม่ต้องลงทุน จัดเตรียมมาก
2. ทำได้ในห้องพัก หรือ ทุกที่
3. ทำบ่อยๆ พระท่านว่า ให้ผลมาก มีอานิสงส์มาก
ผมต้องมาขึ้นรถก่อน 7 โมงเช้า เวลาตักบาตร ไม่มีครับ เสาร์อาทิตย์เอาไว้พักจริงๆ เพราะ เดินทางนี่ วันละ ราวๆ 3 ชั่วโมงรวมไปกลับ ชีวิตนั่งบนรถ เวลาว่างแทบไม่มี มีก็เอาไว้พักผ่อนแล้วครับ การนั่งสมาธิจึงเป็น อีกทางที่เหลืออยู่ ที่เราคว้าไว้ได้
ส่วนการไม่เพิ่มกุศลเลย ไม่มีสำหรับผม เพราะอย่างที่บอก กลัวว่า ทุนชาติหน้าเหลือน้อยครับ เป็นคนดีๆ ไปเกิดเป็นหมา นี่ เซ็ง สมัยนี้เขาเลี้ยงดี มีเสริมนั่นนี่ กลายเป็น สุนัขอายุยืนไม่ตายง่ายๆ อีก เจ้าของเขาหวังดี แต่ หากเรารู้ว่าจะอยู่เป็น สุนัขนานๆ คนอย่างเราจะเอาหรือ จริงไหม
และสำคัญ สมาธิ หากเราประคองดี ประคองเป็น มันประกัน ที่ไป หรือ สุขคติให้เราได้ ตามคำพระท่านว่า เช่น หากได้ ฌานขั้นต้นๆ ก็ พรหมขั้นต้นๆ ครับ อย่าเพิ่งว่า ผมเพ้อเจ้อ นี่มีอยู่ในพระไตรปิฏกน่ะครับ ผมศรัทธาว่ามีจริงๆ สวรรค์ นรก มีจริง เทวดา พรหม ก็ต้องมีจริง ไม่งั้น คนกลับชาติมาเกิดจะมีได้ไงจริงไหม
สมาธิขั้นต้น ฌาน 1 ก็ได้เป็น พรหมแล้วนะครับ เหมือนไม่มีอะไร เพราะพรหมมีหลายระดับ แต่พรหม สูงกว่า เทวดา เราข้ามไปได้ ตั้ง 6 ชั้นเลยนะครับ ตั้งแต่ชั้นเทวดา ฉกามาพจร ไปจน ปรนิมมิตตวะสวัสดี ข้ามไปเลย 6 ช้ัน เป็นพรหมเลย แล้วไม่ดีตรงไหน?
บางคนว่า ไม่มีจริงหรอก ผมขอเถียง เอาง่ายๆ คนกลับชาติมาเกิด มีจริงนะครับ ฝรั่งเอาไปวิจัยกันโครมๆ เราคนเอเชีย เจ้าขององค์ความรู้ สวรรค์ นรกๆ แท้ๆ กระแดะ ทำเป็นไม่เชื่อ แซะงั้น บ้าจริงๆ
เอ้ากลับเข้าเรื่อง พบว่า เพราะทำสมาธินี่เอง แม้จะยังไปไม่ถึงไหน ตามกำลังสติปัญญาที่ตอนนี้ยังน้อยๆ แต่ก็ได้อะไรมาพอควร สิ่งที่พบจากการทำสมาธิต่อเนื่อง สักราวๆ ครึ่งปี ถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น แบบยังไม่ได้ ฌานนะครับ มีดังนี้
1. อาจเปลี่ยน ร้ายให้กลายเป็นดี ผมไม่ขอ โม้ แต่ต้องลองทำเอง นี่ล่ะผลจากที่พระท่านว่า ทำแล้วให้ผลมาก อานิสงค์มาก
2. ผู้คนกลับจากเฉยๆ เป็นรักเรา จากรัก จะรักมากขึ้น จากเกลียด จะเว้นเรา
3. สุขภาพดี เช่น นอนหลับสนิทขึ้น ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น ช่วยให้อาการ เจ็บป่วย หายเร็วกว่าปกติ
ตามแนวคิดการรักษาด้วยปราณ หรือ ชี่ จะรับรองไว้ว่า ร่างกายประกอบขึ้น ด้วย จิต กายทิพย์ กายหยาบ และการทำสมาธิจะรักษากับเพิ่มพลังกายทิพย์โดยตรง เมื่อกายทิพย์สดชื่น กายหยาบก็จะสดชื่น อาการเครียด นอนไม่หลับ ความดัน อะไรๆ จะทุเลาและหายได้ ยกเว้นกรณี เป็น โรคจากกรรมเก่า อันนี้ อาจเพียงทุเลาครับ
4. มีพลังผลักดัน ที่ดันให้เราทำให้ชีวิตของเราให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ สังเกตได้ง่ายที่สุดจาก ห้องพักของคุณ ลองทำจะรู้เอง
5.ทำสมาธิได้ง่ายขึ้นๆ ก้าวหน้าขึ้น
6. มีโอกาสต่อยอดศาสตร์ทางจิต ได้ไปเรื่อยๆ
เอาเท่านี้ก่อนครับ
น่าจะเป็นสมาธินี่ล่ะครับ เพียงแต่ เราทำไว้มาก แต่ไม่รู้ตัว พอจิตมันไปจับกับสิ่งที่ชอบ พลังสมาธิก็อาจจะเคลื่อนไหว ไปทางนั้น สร้างความสุขได้อย่างประหลาด เพราะพลังสมาธิมากกว่าคนปกติ คือ ยังเป็นสมาธิขั้นต่ำมากๆ เกิดสุขจากการได้ทำตามความพอใจ ตัณหา นั่นเอง ทว่าในระดับฌาน จะสุขอีกแบบครับ มากกว่านี้เป็นพันๆเท่า
แต่เพียงนี้มันก็สร้างความ ตะลึงให้เราไม่น้อย ผมไม่ได้สุขใจแบบนี้มาได้ราวๆ 8-9 เดือนแล้ว หลังเกิดอาการเจ็บหลัง และ ต้องย้ายที่ทำงาน
มันยิ่งทำให้เรามีศรัทธา เพราะขนาดสมาธิชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เจือตัณหา ยังให้เรากลับเป็นสุขได้ แม้จะเพียงราวๆ 24 ชั่วโมง แต่มันทำให้เราเกิดพลังใจ ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีจริงๆ ครับ
เราจึงมั่นใจว่า ทำสมาธิแต่ยังอยู่ในโลกวัตถุได้ครับ
ดังนั้นใครอยากจะมีสุข ที่หวนคืน ก็จงค่อยๆ ทำสมาธิ สักวันละ 10 นาที เพิ่มไปเรื่อย จนนั่งได้ ราวๆ 40 นาทีนี่ผมถือว่าผ่าน ทำต่อไปสักหลายเดือน คุณก็จะได้สุขของคุณคืนมาแบบผม และหากมีวาสนาก็เอาให้ได้ ฌาน แล้วทำวิปัสนาด้วย เอาให้ถึง โสดาบัน นิพพานได้ จะดีมาก
อย่ามองสมาธิเป็นเรื่องของพระครับ เพราะสมัยโบราณ คนทำกันได้เยอะแยะครับ
(แต่วิปัสนา นี่ของพระจริงๆ เพราะมีเกิดได้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มีครับ)
เอ้าอีกทางของฝั่งโยคะ ลองวิธีนี้ ครับ
แบบที่หนึ่ง ส่งความสุข ความปรารถนาดีให้ตัวเอง ระดับอณูเซลล์
โยคีโบราณ เขาทำแบบนี้
1.นั่งทำสมาธิ เช่นกำหนดลมหายใจ เข้าออก เข้าท้องป่อง ออกท้องแฟบ ช้าๆ ให้ได้ สัก 30 นาทีขึ้นไป เน้นว่ามีสมาธิจริงๆ
2. จากกำลังสมาธิที่เกิดในข้อ 1. ให้ หายใจเข้า ท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ ช้าๆ ตอนหายใจออกให้ คิดว่า ส่งพลังปราณ แห่งความสุข ความปรารถนาดี ไปทุกอณูเซลล์ ของคุณ ขอให้เซลล์เป็นสุข มีพลัง กระชุ่มกระชวย ให้ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีผลเสียครับ
เชื่อกันว่า จะทำให้ ร่างกายสดชื่นมีความสุข โรคต่างๆ จะลดลงครับ สร้างสุขในขณะที่ทำได้ดีทีเดียว มีวิธีฝึกพลังจิตแบบนี้อีกเป็นสิบๆ วิธี วันหน้าจะเอามาถ่ายทอดกันครับ
แต่จำไว้ว่า ให้ทำในขณะที่จิตเป็นสมาธิเสมอ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Thursday, January 1, 2015
บทความตอนที่ 11: คำสอนในการดำเนินชีวิตของคนอายุยังไม่เกิน 30 ปี ใช้แล้วดี ใช้แล้วสบาย
สวัสดีครับ
ปัจจุบัน ผมอายุก็ 40 ต้นๆ แล้วครับ แม้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรมาก แต่ผมก็ถูกรางวัลที่หนึ่ง คือรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ตัวตนแท้ๆ นะครับ ไม่ใช่หลอกตัวเอง และตัวผมตอนเริ่มคิดได้ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนคือสมัยเรียน ป.ตรี กับตัวผมตอนนี้ คือคน คนเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลง มีจุดยืนที่ดี และจุดยืนนี้ไม่เคยทำให้ใครต้องเดือดร้อน แบบนี้ดีไหม? และยังเป็นคน อ่อนน้อม ถ่อมตนเหมือนเดิม ผมว่าผมภูมิใจนะครับ
ผมจึงอยากแบ่งปันสิ่งที่ผมได้พบมา และวิธีคิดที่ทำให้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาได้เป็นอย่างดีให้น้อง ๆได้อ่านกัน อ้อ ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้นะครับ ตามสบาย เพราะมันคือ กรรมของแต่ละคน ทำได้ได้ดี ครับ ทำชั่วได้ชั่ว กฎนี้เป็นอมตะ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง :0)
ในช่วงที่เรียน ปริญญาตรี ผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยอินเตอร์ สอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ได้พบ คนหลายแบบ คือ คนไทยเรียนในไทย คนไทยเรียนจบจากต่างประเทศ คนต่างชาติ นานาชาติ ผมได้ประสบการณ์ดี ๆจากที่นี่มากมาย นั่นคือ การอยู่กับคนไทยด้วยกัน และ การอยู่กับคนต่างประเทศ แบบสันติและสงบสุข ครับ
กับคนไทยด้วยกันคงไม่เท่าใดอายุช่วงนี้ หากจิตใจตั้งไว้ดีแต่ต้น จะอะไรก็พอจะผ่านไปได้ ได้รู้ว่า เราไม่ใช่คนที่ โกรธแล้วพาลคนอื่น ตัวจริง เพราะเคยทำแบบนั้นแต่ไปเจอคนที่แรงกว่าเรา เออ งั้นเราคงไม่ใช่ ไปเจอคนที่แรงกว่าเรา เรายังแรงตอบ เราหยุด มันไม่หยุด แล้วเราจะเรียนจบไหม แบบนี้ พอดีผมคิดถึงอนาคตมากกว่า การเอาชนะ ความสะใจ ผมจึงเริ่มแพ้ ,,,แต่มิคาด การแพ้ เมื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯนั้น จะช่วยผมในอนาคตไว้ได้หลายครั้ง....
ผมเคยเป็นคนช่างโลภจะเอาโน่นเอานี่ ทำอะไรต้องได้ประโยชน์กับตัวมาก ๆแต่พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมเจอคนที่โลภกว่า และ ฉลาดในการกวาดประโยชน์เข้าตัวเองมากกว่าผมมาก ผมก็แพ้อีก และก็เหมือนเดิม มันส่งผลให้อนาคตของผมเปลี่ยนไปมาก
จากคนช่างฝันในความรัก ก็มาอกหักหลายครั้งขณะเรียน ผมแพ้อีกแล้ว แต่การแพ้นี้ดีกับผมในอนาคต
ผมเป็นคนพูดอะไรไม่คิด พอมาเจอคนในกรุงเทพฯ บางคนทังหยาบคาย ทั้งไม่สนใจใคร และยังเจริญกว่าผม ผมก็แพ้อีก ...
ตอนเรียนนั้นผมแพ้ต่ออะไรมิอะไรตั้งหลายอย่าง สุขภาพจิตเริ่มเลวทรามลง ในใจผมคิดแบบนี้ในช่วงต้น
กูเกลียดพวกมึง ไอ้พวกที่กวนตีนกู ทุกคน คนแบบนี้แม่งทำไมยังสบายอยู่ว่า
กูมีมารยาท เป็นคนดีทำไมโดนพวกมึง เอาเปรียบ....
นานปีเข้า โดนเข้าบ่อย โดนกระทำเข้าบ่อยๆ ก็เกิดอาการ เอาคืน พอทำบ่อยๆ ผมก็ถูก กรุงเทพฯกลืนเข้าไปจนหมดตัว แต่ทุกครังที่เอาคืน ก็รู้สึกไม่สบายใจ มันเพราะอะไร จนวันหนึ่งก็คิดได้ ว่า
นี่ไม่ใช่ตัวกูนี่หว่า เมื่อก่อนเราไม่เป็นแบบนี้ เออ ทำไมเป็นได้ขนาดนี้
ก็ได้นึกย้อนกลับไปตั้งแต่ปีแรกที่มาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ได้รู้สาเหตุว่า เราโดนกระทำมามาก เลยต้องทำอะไรเหมือนกลไกทางจิตวิทยาในการป้องกันตัวเองของคนเรา นี่ธรรมชาติ ไม่ผิดอะไร ทุกคนมีแต่ เมื่อทำไปโดยไม่มี แก่นสาร มันเลยไม่ พิจิตร คือสวยงาม น่ามอง สำหรับใคร ตัวเราเองนี่ล่ะ
ดังคำของท่านขงจื่อที่ว่า
มีแต่แก่นสารไม่มีพิจิตร ก็หยาบกระด้าง
มีแต่พิจิตรไม่มีแก่นสาร ยิ่งอันตราย
จริงดังที่ท่านว่าไว้
คือมึงแรงมา กูแรงไป นี่ตามหลัก เหตุผล ไม่ผิด แต่ มึงแรง กูแรง แล้วเมื่อไรจะได้ ระงับเวร กันล่ะ
ทุกครั้งที่มีเรื่องราว ผมไม่สบายใจ มันกระทบหมดครับ ตั้งแต่ การนอน การกิน ชีวิต กระทั่งการเรียน
ผมเคยคิดเล่นๆ ตอนโตแล้วว่า หากเราคิดได้ตั้งแต่ เด็กๆ ผมคงไปไกลกว่านี้มาก เพราะโกรธ ก็ต้อง แค้น แค้นก็อยากเอาคืน ใจมันวนเวียน ป้วนเปี้ยน อยู่กับเรื่องนี้ ว่างเป็นคิดๆ แบบนี้ จิตดีๆ หายหมด เพราะไม่ยอมปลง และคุณธรรมความดี ที่ต้องใช้ความดีดึงดูด มันก็ไม่มา ชีวิตจึงตกต่ำ จริงไหม ผมล่ะเสียดาย หากเราคิดได้ เราจะมีชีวิตที่ดีกว่าตอนนี้มากๆ
ภัยร้ายของการมีอารมณ์ โลภ โกรธ หลง แล้วถอนตัวออกมาไม่ได้ คือ
ข้อแรก คุณธรรม ความโดดเด่น ที่มี ทักษะต่างๆ จะลดทอนลงไปอย่างมาก ไม่สามารถ แสดง คือ แสดงแล้วทรงไว้ไม่ได้ สรุปคือ ลบบุญ บารมีของตัวเอง
ข้อที่สอง เป็นนิวเคลียร์ทางลบของจิตใจและวาสนา คือมันจะพาเราเสื่อม จาก หนึ่ง เป็น 2 เป็น 4 แตกความเสื่อมออกไปเรื่อยๆ เกิดความทุกข์ร้อนขึ้นในใจ ไม่จบสิ้น เหมือนระเบิดนิวเคลียร์จริงๆ
ข้อสาม จะเป็นวัวควาย ให้ ความโลภ โกรธ หลง สนตะพาย พาไปหาความชั่วอื่นๆ ได้ง่าย
ข้อที่สี่ เมื่อระบายออกนอกไม่พอ ก็จะหวนกลับมาระบายในครอบครัว นั่นล่ะที่เขาว่า วัยรุ่นใจร้อน
ข้อที่ห้า และอีกมาก พอก่อนครับ
จนวันหนึ่งมีโอกาส ไปอ่านหนังสือของท่านพระพุทธทาส ท่านว่า ลองใช้หลักการนี้
อันแรก มันเป็นอย่างนั้นเอง คือ
วัยรุ่น หรือ วัยทำงาน จะเป็นเจ้าเหตุผล เพราะเริ่มโต เริ่มเป็นผู้ใหญ่ ไม่ผิดครับ จะเริ่มถามตัวเอง ว่า ทำไมๆๆๆ และถามสังคมว่า ทำไมๆๆๆ หากได้คำตอบก็ดีไป หากไม่ได้ก็ขัดใจ แบบนี้ ใครที่มีพ่อแม่ เข้าใจ และตั้งใจอธิบายด้วยใจกว้าง ถือว่าโชคดีมาก เพราะ หากเป็นในทางตรงกันข้าม มันคือ นรกในบ้านครับ ที่ว่า เพราะ ทำให้สัมพันธ์ของคนในบ้าน ไม่เหมือนเดิม จะมีเรื่อง ทะเลาะเบาะแว้ง จนชาชิน
มันเป็นเรื่องของ ทิฐิ มานะ เพียงแต่ ให้ปัญญา ก็แก้ได้ แต่ไม่ยอมแก้กันครับ
จนวันที่ผมมาอ่านเจอ วลีที่ว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง ผมพ้นจากทุกข์เดี๋ยวนั้นเลย เพราะ ผมเป็นคนช่างคิด หัวไว มีเหตุผลมาก ผมเป็นคน ใจกว้าง แต่เกลียดคนใจแคบ นั่นคงไม่กว้างจริงครับ ฮ่ะๆๆๆ ใครที่เถียงแบบมีเหตุผล ผมยอมตามได้ หากเขาถูก แต่ถ้า ไม่มีเหตุผล จะเอาให้ได้ ผมไม่ยอม นั่นคือผมตอนนั้น อ่านดีๆ นะครับ เหตุผลใช่ ผมยอมให้ทุกคน ผมไม่ใช่คนไม่ยอมคนครับ ไอ้แบบนั้น กูจะเอาๆๆ เหมือนเด็กครับ ไม่ใช่ผม
ทีนี้ในกรุงเทพฯ มันคงเป็นที่รวม เซียนๆ มั้งครับ เลยทำให้เราเครียดมาก พอคิดตามที่ท่านว่า
มันเป็นอย่างนั้นเอง เลยใจเบา ลอยทันที ไอ้นั่น อีนี่ แบบนั้น แบบนี้ ทำไมทำกับเรา แล้วกับคนอื่น ทำไม ๆๆๆๆๆๆๆ ผมแก้ด้วยวลีเดียว มันเป็นอย่างนั้นเอง เรียบร้อยครับ ทุกข์หายทันที 80%
ต่อมา ก็ยังมี ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ...
มีหลายคนกำลังคิดแน่ๆ เราไม่อะไร แต่มันมาอะไรกับเรา ปัญหาข้อนี้จะแก้ยังไง พอดีมาอ่านเจออีกวลี ของท่านพระพุทธทาส ที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว
คือ ช่างหัวมึงนั่นล่ะ แต่ ทางธรรม นะครับ ไม่ได้เจือโกรธ อาฆาต คือ
1. สังคม แวดวง อะไรประมาณนี้ อยู่ก็เจอไอ้เวรนี่ มากๆ เข้า ก็ กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว แยกตัว หลบหน้า ไม่ยุ่ง ถือว่า เขาทำกรรมมาแบบนั้น ตราบที่กรรมไม่ส่งผล เขาจะหลงระเริง ไว้มันมาตอนไหน เขาจะเข้าใจได้เอง เราเอง ก็ว่าเขา แต่มานัวเนียเขาไม่เลิก เราก็ต้องออกมา
2. เราอาฆาต รำคาญ ไม่ให้อภัย ก็ กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว จบครับ
ตอนแรกผมก็ลองเอามาทำ ทุกข์หายไปได้อีก 10% เป็น 90% จนเมื่อมาอ่าน มงคล 38 ประการ ของพระพุทธเจ้า ข้อแรกมาเลยว่า ไม่คบคนพาล นี่ล่ะทำให้ผม กระจ่างเลยครับ ทุกหายไปอีก 10% รวมเป็น 100%
ก่อนจบตรี ผมได้คิดขนาดนี้ ทุกข์ใหม่ จากเรื่องคนจึงน้อยลง หลายคนคงหลงตัวว่า บรรลุอะไรสักอย่างแต่ หารู้ไม่ ยังครับ ยังมีอะไรอีกไกล
ของใหม่ ลดลง แล้ว ของเก่าในใจล่ะ ที่เป็นสนิมกินใจ จะชำระล้างอย่างไร?...
วันนี้พอเท่านี้ก้อนครับ เดี๋ยวมาต่อตอน 2 กัน
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปัจจุบัน ผมอายุก็ 40 ต้นๆ แล้วครับ แม้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรมาก แต่ผมก็ถูกรางวัลที่หนึ่ง คือรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ตัวตนแท้ๆ นะครับ ไม่ใช่หลอกตัวเอง และตัวผมตอนเริ่มคิดได้ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนคือสมัยเรียน ป.ตรี กับตัวผมตอนนี้ คือคน คนเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลง มีจุดยืนที่ดี และจุดยืนนี้ไม่เคยทำให้ใครต้องเดือดร้อน แบบนี้ดีไหม? และยังเป็นคน อ่อนน้อม ถ่อมตนเหมือนเดิม ผมว่าผมภูมิใจนะครับ
ผมจึงอยากแบ่งปันสิ่งที่ผมได้พบมา และวิธีคิดที่ทำให้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาได้เป็นอย่างดีให้น้อง ๆได้อ่านกัน อ้อ ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้นะครับ ตามสบาย เพราะมันคือ กรรมของแต่ละคน ทำได้ได้ดี ครับ ทำชั่วได้ชั่ว กฎนี้เป็นอมตะ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง :0)
ในช่วงที่เรียน ปริญญาตรี ผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยอินเตอร์ สอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ได้พบ คนหลายแบบ คือ คนไทยเรียนในไทย คนไทยเรียนจบจากต่างประเทศ คนต่างชาติ นานาชาติ ผมได้ประสบการณ์ดี ๆจากที่นี่มากมาย นั่นคือ การอยู่กับคนไทยด้วยกัน และ การอยู่กับคนต่างประเทศ แบบสันติและสงบสุข ครับ
กับคนไทยด้วยกันคงไม่เท่าใดอายุช่วงนี้ หากจิตใจตั้งไว้ดีแต่ต้น จะอะไรก็พอจะผ่านไปได้ ได้รู้ว่า เราไม่ใช่คนที่ โกรธแล้วพาลคนอื่น ตัวจริง เพราะเคยทำแบบนั้นแต่ไปเจอคนที่แรงกว่าเรา เออ งั้นเราคงไม่ใช่ ไปเจอคนที่แรงกว่าเรา เรายังแรงตอบ เราหยุด มันไม่หยุด แล้วเราจะเรียนจบไหม แบบนี้ พอดีผมคิดถึงอนาคตมากกว่า การเอาชนะ ความสะใจ ผมจึงเริ่มแพ้ ,,,แต่มิคาด การแพ้ เมื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯนั้น จะช่วยผมในอนาคตไว้ได้หลายครั้ง....
ผมเคยเป็นคนช่างโลภจะเอาโน่นเอานี่ ทำอะไรต้องได้ประโยชน์กับตัวมาก ๆแต่พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมเจอคนที่โลภกว่า และ ฉลาดในการกวาดประโยชน์เข้าตัวเองมากกว่าผมมาก ผมก็แพ้อีก และก็เหมือนเดิม มันส่งผลให้อนาคตของผมเปลี่ยนไปมาก
จากคนช่างฝันในความรัก ก็มาอกหักหลายครั้งขณะเรียน ผมแพ้อีกแล้ว แต่การแพ้นี้ดีกับผมในอนาคต
ผมเป็นคนพูดอะไรไม่คิด พอมาเจอคนในกรุงเทพฯ บางคนทังหยาบคาย ทั้งไม่สนใจใคร และยังเจริญกว่าผม ผมก็แพ้อีก ...
ตอนเรียนนั้นผมแพ้ต่ออะไรมิอะไรตั้งหลายอย่าง สุขภาพจิตเริ่มเลวทรามลง ในใจผมคิดแบบนี้ในช่วงต้น
กูเกลียดพวกมึง ไอ้พวกที่กวนตีนกู ทุกคน คนแบบนี้แม่งทำไมยังสบายอยู่ว่า
กูมีมารยาท เป็นคนดีทำไมโดนพวกมึง เอาเปรียบ....
นานปีเข้า โดนเข้าบ่อย โดนกระทำเข้าบ่อยๆ ก็เกิดอาการ เอาคืน พอทำบ่อยๆ ผมก็ถูก กรุงเทพฯกลืนเข้าไปจนหมดตัว แต่ทุกครังที่เอาคืน ก็รู้สึกไม่สบายใจ มันเพราะอะไร จนวันหนึ่งก็คิดได้ ว่า
นี่ไม่ใช่ตัวกูนี่หว่า เมื่อก่อนเราไม่เป็นแบบนี้ เออ ทำไมเป็นได้ขนาดนี้
ก็ได้นึกย้อนกลับไปตั้งแต่ปีแรกที่มาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ได้รู้สาเหตุว่า เราโดนกระทำมามาก เลยต้องทำอะไรเหมือนกลไกทางจิตวิทยาในการป้องกันตัวเองของคนเรา นี่ธรรมชาติ ไม่ผิดอะไร ทุกคนมีแต่ เมื่อทำไปโดยไม่มี แก่นสาร มันเลยไม่ พิจิตร คือสวยงาม น่ามอง สำหรับใคร ตัวเราเองนี่ล่ะ
ดังคำของท่านขงจื่อที่ว่า
มีแต่แก่นสารไม่มีพิจิตร ก็หยาบกระด้าง
มีแต่พิจิตรไม่มีแก่นสาร ยิ่งอันตราย
จริงดังที่ท่านว่าไว้
คือมึงแรงมา กูแรงไป นี่ตามหลัก เหตุผล ไม่ผิด แต่ มึงแรง กูแรง แล้วเมื่อไรจะได้ ระงับเวร กันล่ะ
ทุกครั้งที่มีเรื่องราว ผมไม่สบายใจ มันกระทบหมดครับ ตั้งแต่ การนอน การกิน ชีวิต กระทั่งการเรียน
ผมเคยคิดเล่นๆ ตอนโตแล้วว่า หากเราคิดได้ตั้งแต่ เด็กๆ ผมคงไปไกลกว่านี้มาก เพราะโกรธ ก็ต้อง แค้น แค้นก็อยากเอาคืน ใจมันวนเวียน ป้วนเปี้ยน อยู่กับเรื่องนี้ ว่างเป็นคิดๆ แบบนี้ จิตดีๆ หายหมด เพราะไม่ยอมปลง และคุณธรรมความดี ที่ต้องใช้ความดีดึงดูด มันก็ไม่มา ชีวิตจึงตกต่ำ จริงไหม ผมล่ะเสียดาย หากเราคิดได้ เราจะมีชีวิตที่ดีกว่าตอนนี้มากๆ
ภัยร้ายของการมีอารมณ์ โลภ โกรธ หลง แล้วถอนตัวออกมาไม่ได้ คือ
ข้อแรก คุณธรรม ความโดดเด่น ที่มี ทักษะต่างๆ จะลดทอนลงไปอย่างมาก ไม่สามารถ แสดง คือ แสดงแล้วทรงไว้ไม่ได้ สรุปคือ ลบบุญ บารมีของตัวเอง
ข้อที่สอง เป็นนิวเคลียร์ทางลบของจิตใจและวาสนา คือมันจะพาเราเสื่อม จาก หนึ่ง เป็น 2 เป็น 4 แตกความเสื่อมออกไปเรื่อยๆ เกิดความทุกข์ร้อนขึ้นในใจ ไม่จบสิ้น เหมือนระเบิดนิวเคลียร์จริงๆ
ข้อสาม จะเป็นวัวควาย ให้ ความโลภ โกรธ หลง สนตะพาย พาไปหาความชั่วอื่นๆ ได้ง่าย
ข้อที่สี่ เมื่อระบายออกนอกไม่พอ ก็จะหวนกลับมาระบายในครอบครัว นั่นล่ะที่เขาว่า วัยรุ่นใจร้อน
ข้อที่ห้า และอีกมาก พอก่อนครับ
จนวันหนึ่งมีโอกาส ไปอ่านหนังสือของท่านพระพุทธทาส ท่านว่า ลองใช้หลักการนี้
อันแรก มันเป็นอย่างนั้นเอง คือ
วัยรุ่น หรือ วัยทำงาน จะเป็นเจ้าเหตุผล เพราะเริ่มโต เริ่มเป็นผู้ใหญ่ ไม่ผิดครับ จะเริ่มถามตัวเอง ว่า ทำไมๆๆๆ และถามสังคมว่า ทำไมๆๆๆ หากได้คำตอบก็ดีไป หากไม่ได้ก็ขัดใจ แบบนี้ ใครที่มีพ่อแม่ เข้าใจ และตั้งใจอธิบายด้วยใจกว้าง ถือว่าโชคดีมาก เพราะ หากเป็นในทางตรงกันข้าม มันคือ นรกในบ้านครับ ที่ว่า เพราะ ทำให้สัมพันธ์ของคนในบ้าน ไม่เหมือนเดิม จะมีเรื่อง ทะเลาะเบาะแว้ง จนชาชิน
มันเป็นเรื่องของ ทิฐิ มานะ เพียงแต่ ให้ปัญญา ก็แก้ได้ แต่ไม่ยอมแก้กันครับ
จนวันที่ผมมาอ่านเจอ วลีที่ว่า มันเป็นอย่างนั้นเอง ผมพ้นจากทุกข์เดี๋ยวนั้นเลย เพราะ ผมเป็นคนช่างคิด หัวไว มีเหตุผลมาก ผมเป็นคน ใจกว้าง แต่เกลียดคนใจแคบ นั่นคงไม่กว้างจริงครับ ฮ่ะๆๆๆ ใครที่เถียงแบบมีเหตุผล ผมยอมตามได้ หากเขาถูก แต่ถ้า ไม่มีเหตุผล จะเอาให้ได้ ผมไม่ยอม นั่นคือผมตอนนั้น อ่านดีๆ นะครับ เหตุผลใช่ ผมยอมให้ทุกคน ผมไม่ใช่คนไม่ยอมคนครับ ไอ้แบบนั้น กูจะเอาๆๆ เหมือนเด็กครับ ไม่ใช่ผม
ทีนี้ในกรุงเทพฯ มันคงเป็นที่รวม เซียนๆ มั้งครับ เลยทำให้เราเครียดมาก พอคิดตามที่ท่านว่า
มันเป็นอย่างนั้นเอง เลยใจเบา ลอยทันที ไอ้นั่น อีนี่ แบบนั้น แบบนี้ ทำไมทำกับเรา แล้วกับคนอื่น ทำไม ๆๆๆๆๆๆๆ ผมแก้ด้วยวลีเดียว มันเป็นอย่างนั้นเอง เรียบร้อยครับ ทุกข์หายทันที 80%
ต่อมา ก็ยังมี ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ...
มีหลายคนกำลังคิดแน่ๆ เราไม่อะไร แต่มันมาอะไรกับเรา ปัญหาข้อนี้จะแก้ยังไง พอดีมาอ่านเจออีกวลี ของท่านพระพุทธทาส ที่ว่า กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว
คือ ช่างหัวมึงนั่นล่ะ แต่ ทางธรรม นะครับ ไม่ได้เจือโกรธ อาฆาต คือ
1. สังคม แวดวง อะไรประมาณนี้ อยู่ก็เจอไอ้เวรนี่ มากๆ เข้า ก็ กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว แยกตัว หลบหน้า ไม่ยุ่ง ถือว่า เขาทำกรรมมาแบบนั้น ตราบที่กรรมไม่ส่งผล เขาจะหลงระเริง ไว้มันมาตอนไหน เขาจะเข้าใจได้เอง เราเอง ก็ว่าเขา แต่มานัวเนียเขาไม่เลิก เราก็ต้องออกมา
2. เราอาฆาต รำคาญ ไม่ให้อภัย ก็ กูไม่เอากับมึงอีกแล้ว จบครับ
ตอนแรกผมก็ลองเอามาทำ ทุกข์หายไปได้อีก 10% เป็น 90% จนเมื่อมาอ่าน มงคล 38 ประการ ของพระพุทธเจ้า ข้อแรกมาเลยว่า ไม่คบคนพาล นี่ล่ะทำให้ผม กระจ่างเลยครับ ทุกหายไปอีก 10% รวมเป็น 100%
ก่อนจบตรี ผมได้คิดขนาดนี้ ทุกข์ใหม่ จากเรื่องคนจึงน้อยลง หลายคนคงหลงตัวว่า บรรลุอะไรสักอย่างแต่ หารู้ไม่ ยังครับ ยังมีอะไรอีกไกล
ของใหม่ ลดลง แล้ว ของเก่าในใจล่ะ ที่เป็นสนิมกินใจ จะชำระล้างอย่างไร?...
วันนี้พอเท่านี้ก้อนครับ เดี๋ยวมาต่อตอน 2 กัน
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
Sunday, December 28, 2014
บทความตอนที่ 10: สมาธิ ทำต่อเนื่องสักหลายปี ดีอย่างไร
สวัสดีครับ
การทำสมาธิ มีผลดีแน่ และถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างแรง ในการมีอายุยืนยาว สำหรับคนปกติ ที่เกิดและเติบโต แก่ และ จากโลกนี้ไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสำหรับ พระในศาสนาพุทธ ทำไม? ก็จากการที่ เราจะเห็นว่า พระในพระพุทธศาสนานั้น มีอายุ เกิน 80 กันมากมายจริงๆ และ กี่ยุคกี่สมัย ก็มีพระที่อายุเกิน 90 ปี เป็นจำนวนมาก
ผมมั่นใจในคำกล่าวนี้ไหม มั่นใจมาก เพราะผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ครับ อ่านมาตั้งแต่เด็กๆ และพบข่าว พระพรรษาสูงๆ อายุรวม 80-90 ปี ตลอดเวลา บางทีก็มี เกินร้อย ปรากฎให้เห็น ตลอดเวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์มา ตั้งแต่ผมเด็กๆ จนตอนนี้ อายุ 40 ต้น ก็ยังได้เห็น แบบนี้ไม่เรียกว่าเยอะได้หรือ
อีกหลายประการเช่น การกินมื้อเดียว หรือ สองมือ การมีชีวิตอยู่ในพระธรรมวินัย และอื่นๆ รวมเข้าก็ทำให้อายุยืนครับ ผมเชื่อแบบนั้น
สำหรับสมาธิ ผมจึงเชื่อว่า เป็นทางที่ใช่ในการ ทำให้อายุยืนครับ
หากเราไปอ่านหนังสือ หรือ ติดตามสื่อต่างๆ ทั้งไทยเทศ เราจะพบว่า ฝรั่งเขาล้ำไปกว่า คนเอเชียไปหลายสิบปี ตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 หรือยุคของ เดอะร์บีทเทิล ฝรั่งไม่ใช่มีแต่การเข้ายิมออกกำลังกายนะครับ เขามีการออกกำลังจิตมาตั้งแต่นั้น มีหนังสือ คุณภาพสูงแนว โยคะ และ สมาธิ มาตั้งแต่นั้น ดังนั้น 50 กว่าปีที่เขา วิเคราะห์วิจัย เรื่อง สมาธิจิต มานาน เขาได้เห็นผลและทำกันเป็นล่ำเป็นสัน กว่าทางเอเชียมานานแล้วครับ ถามว่า โยคะ สมาธิ เป็นสมบัติของใคร ของฝรั่งหรือ??? ไม่ใช่ครับ ของคนเอเชียต่างหาก แต่เราแคร์ไหม???
อย่างไรก็ตาม มันมีเรื่อง กรรมดี ชั่ว ในปางก่อน และชาติปัจจุบัน นั้นด้วย ที่มาเสริม ในเรื่องอายุครับ อัน ตำราของต่างประเทศ เขาก็ว่าไว้ ซึ่ง คนไทยเราเห็นว่า ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ๆ เพราะศาสนาพุทธอยู่ในไทยมาเป็นพันๆ ปีแล้ว
ในโลกที่เขาไม่ได้นับถือ ฮินดู พุทธ แต่เขากลับนำส่วนดี ของศาสนาเหล่านี้ ไปใช้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนของเขาจำนวนมาก นำไปวิจัย เพื่อเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย และก็พบในสิ่งที่องค์ศาสดา หรือ พระเจ้า กล่าวไว้ ทุกประการ
ฝรั่ง และชาติที่เจริญแล้ว จึงนำทั้งความรู้ และ โอกาสไปพัฒนาชาติของเขากันอย่างจริงจัง แต่เราชาวเอเชียล่ะ สนใจในภูมิปัญญานี้หรือไม่
เอาล่ะ มาเห็นความสำคัญของการทำสมาธิกัน
เรามาเริ่มจากการลองเริ่มทำสมาธิ ตามคำแนะนำ ที่ผมรวบรวมมาเขียนย่อๆ ไว้บทความก่อนหน้า เอาแค่ 2 นาทีต่อวัน แต่ให้ประคองไว้ตลอดวันให้ได้ ครับ พอทำแล้วมันดีอย่างไร
จากประสบการณ์ของผม การทำสมาธิ ต้องขจัดนิวรณ์ 5 คือ ความพยาบาท กามฉันทะ ความห่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย
และไม่ง่าย สำหรับทุกคน การจะขจัดสิ่งเหล่านี้ได้ ในตอนทำสมาธิ เป็นเหมือนเกมส์ ครับ ค่อยๆ ทำไปไม่ต้องรีบอะไร มันดีกับเรา ทำได้แล้วจะมีแต่ผลดีครับ
สิ่งที่ได้ผลเมื่อทำสมาธิ สัก พักหนึ่งแล้ว เอากลางๆ นะครับ อาจจะ ครึ่งปี หรือ 1 ปี ไปแล้ว จะเห็นว่ามีอะไรใหม่ ๆเกิดในชีวิตมากมายครับ และแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนจิตใจก็จะดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การทำสมาธิแบบนี้จึงเหมือน การลดน้ำหนักทางจิตวิญญาณ คือ ต้องมีการลงแรงทำครับ แล้วจะเห็นผลเอง
ประสบการณ์จากคนที่ขยันทำ ก็เช่น คิดทางออกของปัญหาแบบด้านบวกได้ ในขณะทำสมาธิ หรือ ออกจากสมาธิแล้วพอคิดแก้ปัญหาก็ได้หนทางที่ดี หรือดีมาก แบบนี้ บางคนชีวิตเกิดเจริญรุ่งเรือง มาก น้อย แต่มีครับ ผิดจากหลายปีในชีวิตที่ผานมา คงเหมือนกับ
พืชพันธุ์ เมืองร้อนที่เอาไปปลูก ในประเทศหนาว มันจะขึ้นไม่เต็มที่ แต่พอดี เกิดมีเหตุในมีแสงแดดจัดขึ้นมา ต้นไม้ต้นนั้นก็โตพรวดๆ อะไรแบบนั้น หากเทียบกับคนก็คือ มีคุณความดีมาก แต่อยู่ผิดที่ ผิดทาง มีกรรมอกุศลกันเอาไว้ แต่พอทำสมาธิ ซึ่งเมื่อทำบ่อยๆ จะให้ผลมาก ก็เหมือน ได้กรรมที่เป็นกุศลเข้ามาช่วย เปิดทาง ซึ่งพอเปิดได้แล้ว เมล็ดคุณสมบัติดีๆ ก็ได้แสงแห่งธรรมทำให้เติบโตได้ในที่สุด
รู้แบบนี้แล้วยังไม่ทำสมาธิกันอีกหรือ ลองหาตำรามาอ่านกันครับ คนที่ทำอานาปนสติ หรือ นั่งทำสมาธิแบบกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำไม่ถนัด บางคนว่า ร้อน ยุกยิก ก็ทำแบบเดินจงกรมสิครับ ได้เดินหากคุณมีแรงมาก เดินไปสิ กำหนดลมหายใจไป หากไม่ชอบอีก ยังมีอีก 39 วิธี รวมแล้วเป็น 40 วิธิในการปฏิบัติ สมถภาวนา ครับ ลองไปหาอ่านกันครับ มันต้องมีสักแบบที่คุณทำได้ อย่าใช้ข้ออ้างว่า ทำไม่ได้ เพราะ นั่งสมาธิ ไม่ถนัด นั่นเพราะเราไม่เห็นคุณค่าเองครับ
ฝรั่งเขาเอาไปทำ มีชีวิตสดชื่นกันเป็นล้านๆ คน แต่เราชาวเอเชีย กลับละทิ้งภูมิปัญญานี้ไปอย่างน่าเสียดาย ลองนำไปทบทวนครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปล. การทำสมาธิ แม้เพียง 2 นาที แต่เป็นองค์สมาธิจริงๆ ดีผลมากกว่า การนั่งเป็น ชั่วโมงๆ แล้วฟุ้งซ่านเรื่องนั้นนี้นะครับ เพราะการนั่งแบบนั้นคือ นั่งเล่น เช่น เล่นเน็ต เล่นเกมส์ เล่นพนัน คนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้เป็น วันๆ บางคนนั่งอยู่ข้ามวัน กันก็มี เป็นเพียง การสนองตัณหา โลภ โกรธ หลง เท่านั้น ไม่ใช่สมาธิ ดังนั้น ไหนๆ จะปฏิบัติแล้ว ทุกครั้งควรตั้งใจขจัดนิวรณ์ และทำให้ดีที่สุดครับ อย่าได้เสียเวลา
คนที่โชคดีอยู่
การทำสมาธิ มีผลดีแน่ และถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างแรง ในการมีอายุยืนยาว สำหรับคนปกติ ที่เกิดและเติบโต แก่ และ จากโลกนี้ไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสำหรับ พระในศาสนาพุทธ ทำไม? ก็จากการที่ เราจะเห็นว่า พระในพระพุทธศาสนานั้น มีอายุ เกิน 80 กันมากมายจริงๆ และ กี่ยุคกี่สมัย ก็มีพระที่อายุเกิน 90 ปี เป็นจำนวนมาก
ผมมั่นใจในคำกล่าวนี้ไหม มั่นใจมาก เพราะผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ครับ อ่านมาตั้งแต่เด็กๆ และพบข่าว พระพรรษาสูงๆ อายุรวม 80-90 ปี ตลอดเวลา บางทีก็มี เกินร้อย ปรากฎให้เห็น ตลอดเวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์มา ตั้งแต่ผมเด็กๆ จนตอนนี้ อายุ 40 ต้น ก็ยังได้เห็น แบบนี้ไม่เรียกว่าเยอะได้หรือ
อีกหลายประการเช่น การกินมื้อเดียว หรือ สองมือ การมีชีวิตอยู่ในพระธรรมวินัย และอื่นๆ รวมเข้าก็ทำให้อายุยืนครับ ผมเชื่อแบบนั้น
สำหรับสมาธิ ผมจึงเชื่อว่า เป็นทางที่ใช่ในการ ทำให้อายุยืนครับ
หากเราไปอ่านหนังสือ หรือ ติดตามสื่อต่างๆ ทั้งไทยเทศ เราจะพบว่า ฝรั่งเขาล้ำไปกว่า คนเอเชียไปหลายสิบปี ตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 หรือยุคของ เดอะร์บีทเทิล ฝรั่งไม่ใช่มีแต่การเข้ายิมออกกำลังกายนะครับ เขามีการออกกำลังจิตมาตั้งแต่นั้น มีหนังสือ คุณภาพสูงแนว โยคะ และ สมาธิ มาตั้งแต่นั้น ดังนั้น 50 กว่าปีที่เขา วิเคราะห์วิจัย เรื่อง สมาธิจิต มานาน เขาได้เห็นผลและทำกันเป็นล่ำเป็นสัน กว่าทางเอเชียมานานแล้วครับ ถามว่า โยคะ สมาธิ เป็นสมบัติของใคร ของฝรั่งหรือ??? ไม่ใช่ครับ ของคนเอเชียต่างหาก แต่เราแคร์ไหม???
อย่างไรก็ตาม มันมีเรื่อง กรรมดี ชั่ว ในปางก่อน และชาติปัจจุบัน นั้นด้วย ที่มาเสริม ในเรื่องอายุครับ อัน ตำราของต่างประเทศ เขาก็ว่าไว้ ซึ่ง คนไทยเราเห็นว่า ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ๆ เพราะศาสนาพุทธอยู่ในไทยมาเป็นพันๆ ปีแล้ว
ในโลกที่เขาไม่ได้นับถือ ฮินดู พุทธ แต่เขากลับนำส่วนดี ของศาสนาเหล่านี้ ไปใช้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนของเขาจำนวนมาก นำไปวิจัย เพื่อเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย และก็พบในสิ่งที่องค์ศาสดา หรือ พระเจ้า กล่าวไว้ ทุกประการ
ฝรั่ง และชาติที่เจริญแล้ว จึงนำทั้งความรู้ และ โอกาสไปพัฒนาชาติของเขากันอย่างจริงจัง แต่เราชาวเอเชียล่ะ สนใจในภูมิปัญญานี้หรือไม่
เอาล่ะ มาเห็นความสำคัญของการทำสมาธิกัน
เรามาเริ่มจากการลองเริ่มทำสมาธิ ตามคำแนะนำ ที่ผมรวบรวมมาเขียนย่อๆ ไว้บทความก่อนหน้า เอาแค่ 2 นาทีต่อวัน แต่ให้ประคองไว้ตลอดวันให้ได้ ครับ พอทำแล้วมันดีอย่างไร
จากประสบการณ์ของผม การทำสมาธิ ต้องขจัดนิวรณ์ 5 คือ ความพยาบาท กามฉันทะ ความห่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย
และไม่ง่าย สำหรับทุกคน การจะขจัดสิ่งเหล่านี้ได้ ในตอนทำสมาธิ เป็นเหมือนเกมส์ ครับ ค่อยๆ ทำไปไม่ต้องรีบอะไร มันดีกับเรา ทำได้แล้วจะมีแต่ผลดีครับ
สิ่งที่ได้ผลเมื่อทำสมาธิ สัก พักหนึ่งแล้ว เอากลางๆ นะครับ อาจจะ ครึ่งปี หรือ 1 ปี ไปแล้ว จะเห็นว่ามีอะไรใหม่ ๆเกิดในชีวิตมากมายครับ และแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนจิตใจก็จะดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การทำสมาธิแบบนี้จึงเหมือน การลดน้ำหนักทางจิตวิญญาณ คือ ต้องมีการลงแรงทำครับ แล้วจะเห็นผลเอง
ประสบการณ์จากคนที่ขยันทำ ก็เช่น คิดทางออกของปัญหาแบบด้านบวกได้ ในขณะทำสมาธิ หรือ ออกจากสมาธิแล้วพอคิดแก้ปัญหาก็ได้หนทางที่ดี หรือดีมาก แบบนี้ บางคนชีวิตเกิดเจริญรุ่งเรือง มาก น้อย แต่มีครับ ผิดจากหลายปีในชีวิตที่ผานมา คงเหมือนกับ
พืชพันธุ์ เมืองร้อนที่เอาไปปลูก ในประเทศหนาว มันจะขึ้นไม่เต็มที่ แต่พอดี เกิดมีเหตุในมีแสงแดดจัดขึ้นมา ต้นไม้ต้นนั้นก็โตพรวดๆ อะไรแบบนั้น หากเทียบกับคนก็คือ มีคุณความดีมาก แต่อยู่ผิดที่ ผิดทาง มีกรรมอกุศลกันเอาไว้ แต่พอทำสมาธิ ซึ่งเมื่อทำบ่อยๆ จะให้ผลมาก ก็เหมือน ได้กรรมที่เป็นกุศลเข้ามาช่วย เปิดทาง ซึ่งพอเปิดได้แล้ว เมล็ดคุณสมบัติดีๆ ก็ได้แสงแห่งธรรมทำให้เติบโตได้ในที่สุด
รู้แบบนี้แล้วยังไม่ทำสมาธิกันอีกหรือ ลองหาตำรามาอ่านกันครับ คนที่ทำอานาปนสติ หรือ นั่งทำสมาธิแบบกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำไม่ถนัด บางคนว่า ร้อน ยุกยิก ก็ทำแบบเดินจงกรมสิครับ ได้เดินหากคุณมีแรงมาก เดินไปสิ กำหนดลมหายใจไป หากไม่ชอบอีก ยังมีอีก 39 วิธี รวมแล้วเป็น 40 วิธิในการปฏิบัติ สมถภาวนา ครับ ลองไปหาอ่านกันครับ มันต้องมีสักแบบที่คุณทำได้ อย่าใช้ข้ออ้างว่า ทำไม่ได้ เพราะ นั่งสมาธิ ไม่ถนัด นั่นเพราะเราไม่เห็นคุณค่าเองครับ
ฝรั่งเขาเอาไปทำ มีชีวิตสดชื่นกันเป็นล้านๆ คน แต่เราชาวเอเชีย กลับละทิ้งภูมิปัญญานี้ไปอย่างน่าเสียดาย ลองนำไปทบทวนครับ
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปล. การทำสมาธิ แม้เพียง 2 นาที แต่เป็นองค์สมาธิจริงๆ ดีผลมากกว่า การนั่งเป็น ชั่วโมงๆ แล้วฟุ้งซ่านเรื่องนั้นนี้นะครับ เพราะการนั่งแบบนั้นคือ นั่งเล่น เช่น เล่นเน็ต เล่นเกมส์ เล่นพนัน คนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้เป็น วันๆ บางคนนั่งอยู่ข้ามวัน กันก็มี เป็นเพียง การสนองตัณหา โลภ โกรธ หลง เท่านั้น ไม่ใช่สมาธิ ดังนั้น ไหนๆ จะปฏิบัติแล้ว ทุกครั้งควรตั้งใจขจัดนิวรณ์ และทำให้ดีที่สุดครับ อย่าได้เสียเวลา
คนที่โชคดีอยู่
Friday, December 26, 2014
บทความตอนที่ 9: สมาธิ ทำเป็นประจำ ย่อมดีแท้
สวัสดีครับ
ผมมีข้อสังเกตุ บางประการ เกี่ยวกับการทำสมาธิ ซึ่ง ขอชี้แจงให้เห็น หลักพื้นฐานให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันก่อน โดยจะมี สมาธิ 2 แบบ ดังนี้
การทำสมาธิแบบ สมบัติกลางของโลก:
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ ชาวพุทธอย่างเราเข้าใจผิดสมบัติของเราเองผิดมาตลอด และจำนวนมากยังเป็นอย่างนั้น บางคนจนตายไปก็ไม่เคยรู้ เรื่องนี้สำคัญมาก เดี๋ยวว่ากันครับ
ในอินเดีย หรือสมัยก่อนเรียกว่า ชมพูทวีป แต่บางคติเชื่อว่า โลกทั้งหมดในมิติของเรา เอ้าจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปครับ
ศาสนาในอินเดีย ส่วนมากจะมีการทำสมาธิ และมีหลักในการทำสมาธิ ที่ลึกซึ้ง เป็นวิชาที่ซับซ้อน กันทั้งนั้น เช่นของ ศาสนาพราหมณ์ และ พุทธศาสนา คนที่ปฏิบัติ หรือศึกษาสักหน่อยจะรู้ว่า นี่ล่ะคือหนึ่งของแก่นในศาสนา ไม่ใช่มีเพียงการอาศัยศรัทธา เพียงอย่างเดียว
ต่อมาโลกเจริญขึ้น ก็เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ฝรั่งเริ่มเห็นพลังของสมาธิ และนำไปเผยแผ่ไปทั่วทั้งยุโรป เยอรมันนี่ผู้นำเลย และไปถึงสหรัฐ จนการปฏิบัติในแนวทางของโยคี ผ่านทาง โยคะ และ แนวทางการทำสมาธิ เป็นที่นิยมมากขึ้นๆ จนกลายเป็นเรื่องโด่งดัง และเราก็รู้ว่า ฝรั่งเขามีข้อดี คือ ชอบอะไร พี่ท่านจะกัดไม่ปล่อย เขาศึกษากันแบบเจาะลึก จนวันนี้ผมยังเชื่อว่า ฝรั่งหลายคนเก่งเรื่อง โยคะ และ เนื้อหาในศาสนาพราหมณ์ มากกว่า แขกตัวจริงในอินเดียเสียอีก
เมื่อกระแสโลกมีเรื่องการทำสมาธิ มีการนำไปปฏิบัติแล้วเห็นผลมากมาย ศาสนาที่ไม่เน้นเรื่องสมาธิเลย ก็เริ่มมีการนำมาทำกันบ้าง คงกลัวตกกระแส และก็เริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป เมื่อผ่านไปสักหลายรุ่น เด็กเกิดใหม่ มันจะรู้อะไรครับ ถือศาสนาตามพ่อแม่ น่ะ ก็คิดว่า ศาสนาเราก็มีนี่หว่า การทำสมาธิ หารู้ไม่ ผู้สอนศาสนาบางคนไปเรียนมาจาก พระพุทธทาส ด้วยซ้ำ จนเริ่มมีคำพูดที่ว่า
สมาธิ เป็นของกลางของโลก
อืมกลางก็กลาง แต่มันไม่ถูกไปเสียหมดหรอกครับ เพราะ
1. การทำสมาธิแบบพราหมณ์ มีเรื่องของ จักระ ต่างๆ อันเป็นขุมพลังในการดูแล ร่างกายและจิตใจของคน เขามีปรัชญาแบบนั้น
2. การทำสมาธิ มีหลายรูปแบบ ของพุทธเรา มีตั้ง 40 อย่าง และเรื่องของ ฌาน 4 - 8 ซึ่งท่านถือว่าในสมัยพุทธกาล เป็นของกลางจริง พระพุทธเจ้าท่านก็ทำได้ทั้งหมด สมัยที่ออกแสวงหาทางแห่งการหลุดพ้นในปีต้นๆ ซึ่งตรงนี้ เราส่วนมากรู้จักการปฏิบัติผ่านการทำสมาธิ แบบ อานาปนสติ หรือ ที่นั่งขัดสมาธิ หายใจเข้าออกนั่นล่ะครับ นอกจากนี้ ก็มี กสิน, และอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้ว 40 อย่าง
3. ออกไปจากอินเดียก็มีวิธีการทำสมาธิตามที่ต่างๆ ทั่วโลก อีกมากมาย
จะอะไรก็ตาม รวมเรียกทุกข้อว่า การทำสมาธิแบบ สมถภาวนาครับ
การทำสมาธิแบบพระพุทธศาสนาเท่านั้น:
คือการกระทำที่่ผมคิดเองว่า คือสิ่งที่เรียกว่า เหนือสุดยอด มีล้ำเลิศ นั่นคือ ในทางฌาณ นั้นสุดๆ จะทำในศาสนาใด ที่ใดของโลก ฌาน 8 คือสูงสุด และมีเรื่อง อภิญญา เข้ามา คือไม่มีมากกว่านี้ และฌาณ 8 ใครได้ ก็ได้เป็นพรหมชั้นสูงสุดแน่นอน และสภาวะที่ไปเป็นพรหม ก็พาให้คิดว่า เป็นนิรันดร์ หลุดพ้น ซึ่งมันยาวนาน จนนับไม่ถ้วน คนยุคในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า นี่หลุดพ้น นิพพานแล้ว
แต่ธรรมชาติมักจะหลอกเราเสมอ ไอ้ที่ว่าใช่ มักไม่ใช่ ไอ้ที่ว่าเที่ยงมักจะหลอก ลองคิดถึงชีวิตประจำวันของเราก็ยังได้ ธรรมชาติเป็นแบบนี้ ดังนั้น ความที่พรหมจากผลของ ฌาน 8 จึงเป็นของแน่ ในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มาพบว่า จริงๆ แล้วมันหลอกครับ เพราะพอหมดบุญกุศล ก็กลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันใหม่ แบบนี้ ไม่นิพพาน
จนพระพุทธเจ้าอุบัติ ก็ได้ให้กำเนิดวิชา วิปัสนา เป็นการทำสมาธิอีกแบบครับ เรียกว่า วิปัสนากรรมฐาน นี่ล่ะจึงบอกว่า มันไม่เหมื่อนกันหมดครับ วิปัสนาลึกซึ้งกว่ามาก และทำให้นิพพานได้ ครับ
เป็นทางเดียวเท่านั้น ลองไปหาอ่านกันดู หากไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ไม่มีใครในจักรวาลคิดไ้ดครับว่าทำอย่างไร นี่ล่ะของแท้ ศาสนาอื่นไม่มีครับ 1,000,000 %
เอาล่ะพื้นฐานปูกันไปแล้วต่อมามาว่ากันในเรื่อง การทำสมาธิเป็นประจำดีอย่างไรครับ
การทำสมาธิเป็นประจำจะเปลี่ยน อย่างน้อย 2 อย่างในชีวิตคุณ
1.จิตใจ
2.ร่างกาย
ด้านจิตใจ ทำให้ความสุขที่หายไปนานกลับคืนมา สุขที่คุณจำไม่ได้แล้ว ผมเรียกเองว่า สุขแบบเด็กๆ คือในวัยเด็ก เราซน เราเล่น เราไม่ต้องฟุ้งซ่านคิดอะไรมากมายเลย ตื่นมาไปเรียน ตั้งใจเรียน กลับบ้านก็เล่น พักผ่อน พอโตมา ก็มีเรื่องมากมายจนเราลิม และไม่เคยรู้สึกสุขแบบนี้อีก แต่การทำสมาธิทำให้เราสุขแบบเด็กๆ ได้อีก ลองทำกันดูครับ และยังมีผลต่อ วิธีคิด อารมณ์ และยังจัดการปัญหาในอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
ด้านร่างกาย จะทำให้เกิดการปรับสภาพในร่างกายเองเพราะ ร่างกายนั้นมีผลมาจากจิตใจ เมื่อสัปดาห์นี้หรือก่อนนี้ มีผลวิจัยแล้วว่า เพียงคิดว่าเราออกกำลังกายจินตนาการให้เห็นภาพเป็นประจำ จะทำให้เราแข็งแรงได้ ลองไปหาอ่านกันครับ ขนาดทำให้ไขมันลด สร้างกล้ามเนื้อได้ แต่ตั้งใจคิดนะครับ แล้วการทำสมาธิ เป็นประจำ คุณสุขเหมือนไปรีสอร์ท ทุกวันตลอดปี ร่างกายคุณไม่ฟื้นฟูได้หรือ ในทางการรักษาด้วยปราณ เชื่อกันว่า จิตป่่วย การภายในป่วย แล้วต่อมากายจริงป่วยตาม ในทางตรงกันข้าม จิตแจ่มใส กายภายในแจ่มใส กายจริงก็แจ่มใสแข็งแรงตาม อย่าเพิ่ง งงครับ คิดเสียว่า เหมือน เปิดสวิชด์ไฟที่บ้านแล้วไฟติด แค่นั้นเลย ไม่ต้องแคร์ว่า หลอดไฟฝุ่นเกาะหรือเปล่า พอเปิดสวิชต์แล้วไฟติดเป็นพอ ครับ
เหมือนเป็น กฎจักรวาลแบบหนึ่ง
การทำสมาธิง่ายๆ ทำไมไม่ทำกัน นี่ผมถามใครนี่ เพียงนั่งขัดสมาธ แบบคุณถนัดจะธรรมดา หรือ ขัดแบบเพชรอะไรก็ช่าง ให้คู้ขามาขัดสมาธ เป็นพอ คนอ้วนๆ เอาเท่าที่ทำได้ ครับ แล้วก็นั่งสมาธิ มือขวาทับมือซ้าย ยากตรงไหน โดยวันแรก ลอง 2 นาทีก่อนครับ
นั่งได้ท่าทางเสร็จก็เริ่ม โดย หายใจเข้า นึกว่ามีลมหายใจลงไปที่ใต้สะดือสัก 1-2 นิ้ว ช้าๆ แล้วหายใจออกนึกว่ามีลมขึ้นจากใต้สะดือไปที่ปลายจมูกช้าๆ หายใจเข้านั้นท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ ง่ายๆ
หายใจลึกๆ ยาวๆ ไม่ช้าเกินแต่ไม่เร็ว ทำให้ได้ 2 นาทีพอแล้ว
เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนทำได้ 30 นาทีเป็นว่าเล่น พอแล้วหากคุณพอใจเท่านี้
สำหรับผมตอนที่หัดแบบนี้ระยะหลัง ผมไม่บริกรรมอะไรทั้งสิ้น ผมว่าตามตำรา ท่านว่า หายใจเข้าให้รู้ว่าเข้า ออกรู้ว่าออกคือเอาใจ สติ ตามลม ไม่มีบอกว่าให้บริกรรมอะไรเลย แค่นี้ก็ยากแล้วครับ เราจะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิ ก็ต่อเมื่อ
มีภาพของคนรักเข้ามา ต้องตัดออก เรื่องงานเข้ามาต้องตัดออก คิดอะไรขึ้นมาต้องตัดออก คุณคิดว่า 2 นาทีแรกที่ทำสมาธิ ในชีวิต คุณทำได้ไหม อย่าเพิ่งหัวเราะ ทำก่อนครับ แล้วคุณจะรู้สึก แล้วทำตั้ง 30 นาที นี่คุณจะไหวหรือ หากนั่งแล้ว ความฟุ้งซ่านประดังเข้ามาแล้ว จิตของคุณ สติไปอยู่กับเรื่องเหล่านั้น 30 หรือ 300 นาที คือการเสียเปล่า มันไม่ใช่สมาธิ ทำไม?
เพราะมันคือ สิ่งที่ขัดขวางจากการทำสมาธิ หรือ นิวรณ์ 5
คือ พยาบาท เช่น คิดโกรธ อาฆาตไอ้นั้น อีนี่
กามฉันทะ เช่น คิดถึงหนังนั่นสนุก กินนี่อร่อย สาวสวย และอื่นๆ
ความง่วงเหงาหาวนอน คือ ขี้เกียจ เพลีย เบลอ ทำให้เสร็จๆไป
ความฟุ้งซ่าน คือ คิดทั้ง 3 ข้อข้างต้นและเรื่องอื่นๆ ทั้งคิดทั้งเห็นภาพ อะไรก็ไม่รู้
ความลังเลสงสัย คือ กูทำสมาธิไปนี่ มันดีจริงหรือว่ะ แบบนี้
หากขณะกำลังทำสมาธิ แล้วมี 5 ข้อครบ ก็ซวยครับ ทำเป็นร้อยปี ก็เสียเปล่าครับ คือเหมือนคุณซื้อเฟอรารี่ มาขับในซอยเล็กๆ นานวันอาจขับเก่ง เลี้ยวในซอยแคบๆ ได้ว่องไว แต่มันไม่ได้ใช้ศักยภาพจริงๆ ของเฟอรารี่ ใช้สามล้อถีบเอาในซอยก็ได้ แบบนี้
หากทำไปนานปี แต่มีพลาดข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อประจำ ก็เหมือน เอาเฟอรารี่ออกจากซอย แต่ใส่น้ำมันเพียง 1 ใน 10 ของถัง ขับไปไม่นานต้องกลับไปเติมน้ำมัน เสียเวลาไปนานปี แต่ไปเที่ยวได้ไม่ถึงไหน
ดังนั้นต้องทำแล้ว ลดนิวรณ์ลงไปได้เรื่อยๆ จนหมด จึงจะสมกับการปฏิบัติสมาธิ คนทำสมาธิได้ดี ไม่ใช่นั่งได้นานอย่างเดียว แต่นั่งแล้วมีคุณภาพเต็มหรือเกิน ร้อย ครับ
ดังนั้นตอนทำสมาธิต้อง ละนิวรณ์ให้ได้ โดยผมมีเคล็ดลับในการตามทันนิวรณ์ 5 ดังนี้
1.เริ่มนั่งก็หายใจไปตามคำแนะนำข้างต้น อย่าได้หวังอะไรว่า ตูข้าจะพบ แสง พบโน่นนี่ เกิดความเย็นซ่าเหมือนเมื่อวันก่อน เกิดปฏิหาริย์ เกิดพลังลมปราณ จากคัมภีร์ 9 อิม/เอี๊ยง บ้าบอ ทำอย่างเดียวได้เท่านั้นคือ ตูข้า จะใช้สติ ตามลมหายใจ ไปเรื่อยๆ แบบทางสายกลาง หากมันจะเกิดอะไร มันเกิดเอง เหมือนกับ
การเอาอาหารเข้าปาก ยังไงต้องอิ่มเอง เราไม่ต้องไปคิดว่า ช้อนที่ 10 จะอิ่ม ช้อนที่ 30 จะอ้วก ไม่ต้องครับ กินมันต้องอิ่ม ทำสมาธิมันต้องได้สมาธิ จริงไหม
2. อย่าไปนึกกลัวว่านิวรณ์มีอะไรเด็ดขาด วิธีเอาชนะมันคือ ไม่คิดถึง แต่หากโผล่ออกมา เราเอาจิตเข้าไปจับและระลึกว่า นี่นิวรณ์ข้อใด แล้วลบมันออกไป มาอีกทำอีก เอาให้มันงง มันจะหายไปเอง
เช่น นั่งๆ อยู่ ภาพสาวอวบอั๋น ขาวปรากฎ ก็ให้คิดว่า นี่นิวรณ์ ข้อ กามฉันทะ นี่เวลาอะไร นี่เวลาทำสมาธิ จงไปเสีย ลบไปเสีย ง่ายๆครับ
มันเหมือนกับ เวลาเราเข้าห้องน้ำกำลัง อึ คุณอยากกินข้าว หิวเพียงใด คงไม่มีใคร กินข้าวตอนที่ กำลังขี้ ใช่ไหมครับ นั่นล่ะ ง่ายๆ
อย่าไปคิดถึงมันไว้ก่อน แต่ให้ มันปรากฏ แล้ว จัดการตรวจว่าเป็นนิวรณ์ใดแล้วลบมันไปเสีย
3. มีอิทธิบาท 4 ทำจิตใจให้ผ่องใส และทำสมาธิไป วันหนึ่งเห็นผลเองครับ
4. ต้องปรับความคิดใหม่ เมื่อออกจากสมาธิว่า สมาธิไม่ได้หมายถึงตอนทำสมาธิ แต่สมาธิคือ วิถีชีวิตเหมือน อากาศที่ขาดไม่ได้ ขาดแล้วจะเป็นคนไม่เต็ม เป็นคนครึ่งสัตว์ ต้องมีทั้งตอนทำสมาธิและตอนไม่ได้ทำสมาธิ
5. จงประคองสมาธิ ไว้ตลอดวัน โดยยึดหลัก หลักเลี่ยงนิวรณ์ ลบมัน แบบมีสมาธิ ไม่ใช่ กดดันนะครับ แต่ใช้พลังสติ สมาธิ ตามจับมัน รู้ทันแบบนี้
นี่ล่ะคุณจะได้ผลจากการปฏิบัติสมาธิ มหาศาลครับ เพราะข้อ 4-5 นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยคิดกัน เช้ามาทำสมาธิ เย็นทำอีก โอย เริ่มจะเลิศกว่าคนทั่วไป หารู้ตัวไม่ ตลอดวันตอนไปทำงาน ไปเรียน ทั้งอาฆาต โกรธ ลามกจกเปรต ขี้เกียจ งานการไม่ทำ ไม่สนใจเรียน คิดแต่จะหาความสุข ฟุ้งซ่าน และไม่เคยสนใจว่าสมาธิมันจะดีอย่างไร แต่พอกลับบ้าน ทำสมาธิ สงบเชียว นอน ตื่นมาทำอีกรอบ เท่านี้กูเหนือกว่าคนทั่วไป กูเริ่มจะเจ๋ง แบบนี้ไม่ไหวครับ คือ มันเหมือน
รินน้ำใส่ขวดรั่วครับ
มีผลดีก็ในขณะที่ยังทำสมาธิ แล้วคิดว่าทำรอดไปจนเป็นสิบปีใหม่ หากทำได้ คิดว่า เติมน้ำไปได้กี่ขวด เผลอๆ เติมได้ไม่เต็มขวดตลอดชีวิต แล้วมันคุ้มไหม จริงไหมครับ
ดังนั้นเมื่อทำสมาธิ ตามเวลาที่กำหนด เป็นประจำแล้ว เมื่อออกจากสมาธิ ยังต้อง ประคองไว้ได้ตลอดวันอีกด้วยครับ แบบจิตใจแจ่มใสนะครับ พร้อมเพิ่ม พรหมวิหาร 4 และอิทธิบาท 4 เข้าไปด้วยครับผม
ลองนำไปทำกันดู
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปล. ผู้ที่เคยเจ็บช้ำมาก่อน แต่ปรารถนามิให้ผู้อื่นเจ็บช้ำเช่นตน อาจเรียกได้ว่า มีพรหมวิหาร 4 :0)
ผมมีข้อสังเกตุ บางประการ เกี่ยวกับการทำสมาธิ ซึ่ง ขอชี้แจงให้เห็น หลักพื้นฐานให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันก่อน โดยจะมี สมาธิ 2 แบบ ดังนี้
การทำสมาธิแบบ สมบัติกลางของโลก:
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ ชาวพุทธอย่างเราเข้าใจผิดสมบัติของเราเองผิดมาตลอด และจำนวนมากยังเป็นอย่างนั้น บางคนจนตายไปก็ไม่เคยรู้ เรื่องนี้สำคัญมาก เดี๋ยวว่ากันครับ
ในอินเดีย หรือสมัยก่อนเรียกว่า ชมพูทวีป แต่บางคติเชื่อว่า โลกทั้งหมดในมิติของเรา เอ้าจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปครับ
ศาสนาในอินเดีย ส่วนมากจะมีการทำสมาธิ และมีหลักในการทำสมาธิ ที่ลึกซึ้ง เป็นวิชาที่ซับซ้อน กันทั้งนั้น เช่นของ ศาสนาพราหมณ์ และ พุทธศาสนา คนที่ปฏิบัติ หรือศึกษาสักหน่อยจะรู้ว่า นี่ล่ะคือหนึ่งของแก่นในศาสนา ไม่ใช่มีเพียงการอาศัยศรัทธา เพียงอย่างเดียว
ต่อมาโลกเจริญขึ้น ก็เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ฝรั่งเริ่มเห็นพลังของสมาธิ และนำไปเผยแผ่ไปทั่วทั้งยุโรป เยอรมันนี่ผู้นำเลย และไปถึงสหรัฐ จนการปฏิบัติในแนวทางของโยคี ผ่านทาง โยคะ และ แนวทางการทำสมาธิ เป็นที่นิยมมากขึ้นๆ จนกลายเป็นเรื่องโด่งดัง และเราก็รู้ว่า ฝรั่งเขามีข้อดี คือ ชอบอะไร พี่ท่านจะกัดไม่ปล่อย เขาศึกษากันแบบเจาะลึก จนวันนี้ผมยังเชื่อว่า ฝรั่งหลายคนเก่งเรื่อง โยคะ และ เนื้อหาในศาสนาพราหมณ์ มากกว่า แขกตัวจริงในอินเดียเสียอีก
เมื่อกระแสโลกมีเรื่องการทำสมาธิ มีการนำไปปฏิบัติแล้วเห็นผลมากมาย ศาสนาที่ไม่เน้นเรื่องสมาธิเลย ก็เริ่มมีการนำมาทำกันบ้าง คงกลัวตกกระแส และก็เริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป เมื่อผ่านไปสักหลายรุ่น เด็กเกิดใหม่ มันจะรู้อะไรครับ ถือศาสนาตามพ่อแม่ น่ะ ก็คิดว่า ศาสนาเราก็มีนี่หว่า การทำสมาธิ หารู้ไม่ ผู้สอนศาสนาบางคนไปเรียนมาจาก พระพุทธทาส ด้วยซ้ำ จนเริ่มมีคำพูดที่ว่า
สมาธิ เป็นของกลางของโลก
อืมกลางก็กลาง แต่มันไม่ถูกไปเสียหมดหรอกครับ เพราะ
1. การทำสมาธิแบบพราหมณ์ มีเรื่องของ จักระ ต่างๆ อันเป็นขุมพลังในการดูแล ร่างกายและจิตใจของคน เขามีปรัชญาแบบนั้น
2. การทำสมาธิ มีหลายรูปแบบ ของพุทธเรา มีตั้ง 40 อย่าง และเรื่องของ ฌาน 4 - 8 ซึ่งท่านถือว่าในสมัยพุทธกาล เป็นของกลางจริง พระพุทธเจ้าท่านก็ทำได้ทั้งหมด สมัยที่ออกแสวงหาทางแห่งการหลุดพ้นในปีต้นๆ ซึ่งตรงนี้ เราส่วนมากรู้จักการปฏิบัติผ่านการทำสมาธิ แบบ อานาปนสติ หรือ ที่นั่งขัดสมาธิ หายใจเข้าออกนั่นล่ะครับ นอกจากนี้ ก็มี กสิน, และอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้ว 40 อย่าง
3. ออกไปจากอินเดียก็มีวิธีการทำสมาธิตามที่ต่างๆ ทั่วโลก อีกมากมาย
จะอะไรก็ตาม รวมเรียกทุกข้อว่า การทำสมาธิแบบ สมถภาวนาครับ
การทำสมาธิแบบพระพุทธศาสนาเท่านั้น:
คือการกระทำที่่ผมคิดเองว่า คือสิ่งที่เรียกว่า เหนือสุดยอด มีล้ำเลิศ นั่นคือ ในทางฌาณ นั้นสุดๆ จะทำในศาสนาใด ที่ใดของโลก ฌาน 8 คือสูงสุด และมีเรื่อง อภิญญา เข้ามา คือไม่มีมากกว่านี้ และฌาณ 8 ใครได้ ก็ได้เป็นพรหมชั้นสูงสุดแน่นอน และสภาวะที่ไปเป็นพรหม ก็พาให้คิดว่า เป็นนิรันดร์ หลุดพ้น ซึ่งมันยาวนาน จนนับไม่ถ้วน คนยุคในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า นี่หลุดพ้น นิพพานแล้ว
แต่ธรรมชาติมักจะหลอกเราเสมอ ไอ้ที่ว่าใช่ มักไม่ใช่ ไอ้ที่ว่าเที่ยงมักจะหลอก ลองคิดถึงชีวิตประจำวันของเราก็ยังได้ ธรรมชาติเป็นแบบนี้ ดังนั้น ความที่พรหมจากผลของ ฌาน 8 จึงเป็นของแน่ ในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มาพบว่า จริงๆ แล้วมันหลอกครับ เพราะพอหมดบุญกุศล ก็กลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันใหม่ แบบนี้ ไม่นิพพาน
จนพระพุทธเจ้าอุบัติ ก็ได้ให้กำเนิดวิชา วิปัสนา เป็นการทำสมาธิอีกแบบครับ เรียกว่า วิปัสนากรรมฐาน นี่ล่ะจึงบอกว่า มันไม่เหมื่อนกันหมดครับ วิปัสนาลึกซึ้งกว่ามาก และทำให้นิพพานได้ ครับ
เป็นทางเดียวเท่านั้น ลองไปหาอ่านกันดู หากไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ไม่มีใครในจักรวาลคิดไ้ดครับว่าทำอย่างไร นี่ล่ะของแท้ ศาสนาอื่นไม่มีครับ 1,000,000 %
เอาล่ะพื้นฐานปูกันไปแล้วต่อมามาว่ากันในเรื่อง การทำสมาธิเป็นประจำดีอย่างไรครับ
การทำสมาธิเป็นประจำจะเปลี่ยน อย่างน้อย 2 อย่างในชีวิตคุณ
1.จิตใจ
2.ร่างกาย
ด้านจิตใจ ทำให้ความสุขที่หายไปนานกลับคืนมา สุขที่คุณจำไม่ได้แล้ว ผมเรียกเองว่า สุขแบบเด็กๆ คือในวัยเด็ก เราซน เราเล่น เราไม่ต้องฟุ้งซ่านคิดอะไรมากมายเลย ตื่นมาไปเรียน ตั้งใจเรียน กลับบ้านก็เล่น พักผ่อน พอโตมา ก็มีเรื่องมากมายจนเราลิม และไม่เคยรู้สึกสุขแบบนี้อีก แต่การทำสมาธิทำให้เราสุขแบบเด็กๆ ได้อีก ลองทำกันดูครับ และยังมีผลต่อ วิธีคิด อารมณ์ และยังจัดการปัญหาในอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
ด้านร่างกาย จะทำให้เกิดการปรับสภาพในร่างกายเองเพราะ ร่างกายนั้นมีผลมาจากจิตใจ เมื่อสัปดาห์นี้หรือก่อนนี้ มีผลวิจัยแล้วว่า เพียงคิดว่าเราออกกำลังกายจินตนาการให้เห็นภาพเป็นประจำ จะทำให้เราแข็งแรงได้ ลองไปหาอ่านกันครับ ขนาดทำให้ไขมันลด สร้างกล้ามเนื้อได้ แต่ตั้งใจคิดนะครับ แล้วการทำสมาธิ เป็นประจำ คุณสุขเหมือนไปรีสอร์ท ทุกวันตลอดปี ร่างกายคุณไม่ฟื้นฟูได้หรือ ในทางการรักษาด้วยปราณ เชื่อกันว่า จิตป่่วย การภายในป่วย แล้วต่อมากายจริงป่วยตาม ในทางตรงกันข้าม จิตแจ่มใส กายภายในแจ่มใส กายจริงก็แจ่มใสแข็งแรงตาม อย่าเพิ่ง งงครับ คิดเสียว่า เหมือน เปิดสวิชด์ไฟที่บ้านแล้วไฟติด แค่นั้นเลย ไม่ต้องแคร์ว่า หลอดไฟฝุ่นเกาะหรือเปล่า พอเปิดสวิชต์แล้วไฟติดเป็นพอ ครับ
เหมือนเป็น กฎจักรวาลแบบหนึ่ง
การทำสมาธิง่ายๆ ทำไมไม่ทำกัน นี่ผมถามใครนี่ เพียงนั่งขัดสมาธ แบบคุณถนัดจะธรรมดา หรือ ขัดแบบเพชรอะไรก็ช่าง ให้คู้ขามาขัดสมาธ เป็นพอ คนอ้วนๆ เอาเท่าที่ทำได้ ครับ แล้วก็นั่งสมาธิ มือขวาทับมือซ้าย ยากตรงไหน โดยวันแรก ลอง 2 นาทีก่อนครับ
นั่งได้ท่าทางเสร็จก็เริ่ม โดย หายใจเข้า นึกว่ามีลมหายใจลงไปที่ใต้สะดือสัก 1-2 นิ้ว ช้าๆ แล้วหายใจออกนึกว่ามีลมขึ้นจากใต้สะดือไปที่ปลายจมูกช้าๆ หายใจเข้านั้นท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ ง่ายๆ
หายใจลึกๆ ยาวๆ ไม่ช้าเกินแต่ไม่เร็ว ทำให้ได้ 2 นาทีพอแล้ว
เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนทำได้ 30 นาทีเป็นว่าเล่น พอแล้วหากคุณพอใจเท่านี้
สำหรับผมตอนที่หัดแบบนี้ระยะหลัง ผมไม่บริกรรมอะไรทั้งสิ้น ผมว่าตามตำรา ท่านว่า หายใจเข้าให้รู้ว่าเข้า ออกรู้ว่าออกคือเอาใจ สติ ตามลม ไม่มีบอกว่าให้บริกรรมอะไรเลย แค่นี้ก็ยากแล้วครับ เราจะเรียกว่าเป็นการทำสมาธิ ก็ต่อเมื่อ
มีภาพของคนรักเข้ามา ต้องตัดออก เรื่องงานเข้ามาต้องตัดออก คิดอะไรขึ้นมาต้องตัดออก คุณคิดว่า 2 นาทีแรกที่ทำสมาธิ ในชีวิต คุณทำได้ไหม อย่าเพิ่งหัวเราะ ทำก่อนครับ แล้วคุณจะรู้สึก แล้วทำตั้ง 30 นาที นี่คุณจะไหวหรือ หากนั่งแล้ว ความฟุ้งซ่านประดังเข้ามาแล้ว จิตของคุณ สติไปอยู่กับเรื่องเหล่านั้น 30 หรือ 300 นาที คือการเสียเปล่า มันไม่ใช่สมาธิ ทำไม?
เพราะมันคือ สิ่งที่ขัดขวางจากการทำสมาธิ หรือ นิวรณ์ 5
คือ พยาบาท เช่น คิดโกรธ อาฆาตไอ้นั้น อีนี่
กามฉันทะ เช่น คิดถึงหนังนั่นสนุก กินนี่อร่อย สาวสวย และอื่นๆ
ความง่วงเหงาหาวนอน คือ ขี้เกียจ เพลีย เบลอ ทำให้เสร็จๆไป
ความฟุ้งซ่าน คือ คิดทั้ง 3 ข้อข้างต้นและเรื่องอื่นๆ ทั้งคิดทั้งเห็นภาพ อะไรก็ไม่รู้
ความลังเลสงสัย คือ กูทำสมาธิไปนี่ มันดีจริงหรือว่ะ แบบนี้
หากขณะกำลังทำสมาธิ แล้วมี 5 ข้อครบ ก็ซวยครับ ทำเป็นร้อยปี ก็เสียเปล่าครับ คือเหมือนคุณซื้อเฟอรารี่ มาขับในซอยเล็กๆ นานวันอาจขับเก่ง เลี้ยวในซอยแคบๆ ได้ว่องไว แต่มันไม่ได้ใช้ศักยภาพจริงๆ ของเฟอรารี่ ใช้สามล้อถีบเอาในซอยก็ได้ แบบนี้
หากทำไปนานปี แต่มีพลาดข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อประจำ ก็เหมือน เอาเฟอรารี่ออกจากซอย แต่ใส่น้ำมันเพียง 1 ใน 10 ของถัง ขับไปไม่นานต้องกลับไปเติมน้ำมัน เสียเวลาไปนานปี แต่ไปเที่ยวได้ไม่ถึงไหน
ดังนั้นต้องทำแล้ว ลดนิวรณ์ลงไปได้เรื่อยๆ จนหมด จึงจะสมกับการปฏิบัติสมาธิ คนทำสมาธิได้ดี ไม่ใช่นั่งได้นานอย่างเดียว แต่นั่งแล้วมีคุณภาพเต็มหรือเกิน ร้อย ครับ
ดังนั้นตอนทำสมาธิต้อง ละนิวรณ์ให้ได้ โดยผมมีเคล็ดลับในการตามทันนิวรณ์ 5 ดังนี้
1.เริ่มนั่งก็หายใจไปตามคำแนะนำข้างต้น อย่าได้หวังอะไรว่า ตูข้าจะพบ แสง พบโน่นนี่ เกิดความเย็นซ่าเหมือนเมื่อวันก่อน เกิดปฏิหาริย์ เกิดพลังลมปราณ จากคัมภีร์ 9 อิม/เอี๊ยง บ้าบอ ทำอย่างเดียวได้เท่านั้นคือ ตูข้า จะใช้สติ ตามลมหายใจ ไปเรื่อยๆ แบบทางสายกลาง หากมันจะเกิดอะไร มันเกิดเอง เหมือนกับ
การเอาอาหารเข้าปาก ยังไงต้องอิ่มเอง เราไม่ต้องไปคิดว่า ช้อนที่ 10 จะอิ่ม ช้อนที่ 30 จะอ้วก ไม่ต้องครับ กินมันต้องอิ่ม ทำสมาธิมันต้องได้สมาธิ จริงไหม
2. อย่าไปนึกกลัวว่านิวรณ์มีอะไรเด็ดขาด วิธีเอาชนะมันคือ ไม่คิดถึง แต่หากโผล่ออกมา เราเอาจิตเข้าไปจับและระลึกว่า นี่นิวรณ์ข้อใด แล้วลบมันออกไป มาอีกทำอีก เอาให้มันงง มันจะหายไปเอง
เช่น นั่งๆ อยู่ ภาพสาวอวบอั๋น ขาวปรากฎ ก็ให้คิดว่า นี่นิวรณ์ ข้อ กามฉันทะ นี่เวลาอะไร นี่เวลาทำสมาธิ จงไปเสีย ลบไปเสีย ง่ายๆครับ
มันเหมือนกับ เวลาเราเข้าห้องน้ำกำลัง อึ คุณอยากกินข้าว หิวเพียงใด คงไม่มีใคร กินข้าวตอนที่ กำลังขี้ ใช่ไหมครับ นั่นล่ะ ง่ายๆ
อย่าไปคิดถึงมันไว้ก่อน แต่ให้ มันปรากฏ แล้ว จัดการตรวจว่าเป็นนิวรณ์ใดแล้วลบมันไปเสีย
3. มีอิทธิบาท 4 ทำจิตใจให้ผ่องใส และทำสมาธิไป วันหนึ่งเห็นผลเองครับ
4. ต้องปรับความคิดใหม่ เมื่อออกจากสมาธิว่า สมาธิไม่ได้หมายถึงตอนทำสมาธิ แต่สมาธิคือ วิถีชีวิตเหมือน อากาศที่ขาดไม่ได้ ขาดแล้วจะเป็นคนไม่เต็ม เป็นคนครึ่งสัตว์ ต้องมีทั้งตอนทำสมาธิและตอนไม่ได้ทำสมาธิ
5. จงประคองสมาธิ ไว้ตลอดวัน โดยยึดหลัก หลักเลี่ยงนิวรณ์ ลบมัน แบบมีสมาธิ ไม่ใช่ กดดันนะครับ แต่ใช้พลังสติ สมาธิ ตามจับมัน รู้ทันแบบนี้
นี่ล่ะคุณจะได้ผลจากการปฏิบัติสมาธิ มหาศาลครับ เพราะข้อ 4-5 นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยคิดกัน เช้ามาทำสมาธิ เย็นทำอีก โอย เริ่มจะเลิศกว่าคนทั่วไป หารู้ตัวไม่ ตลอดวันตอนไปทำงาน ไปเรียน ทั้งอาฆาต โกรธ ลามกจกเปรต ขี้เกียจ งานการไม่ทำ ไม่สนใจเรียน คิดแต่จะหาความสุข ฟุ้งซ่าน และไม่เคยสนใจว่าสมาธิมันจะดีอย่างไร แต่พอกลับบ้าน ทำสมาธิ สงบเชียว นอน ตื่นมาทำอีกรอบ เท่านี้กูเหนือกว่าคนทั่วไป กูเริ่มจะเจ๋ง แบบนี้ไม่ไหวครับ คือ มันเหมือน
รินน้ำใส่ขวดรั่วครับ
มีผลดีก็ในขณะที่ยังทำสมาธิ แล้วคิดว่าทำรอดไปจนเป็นสิบปีใหม่ หากทำได้ คิดว่า เติมน้ำไปได้กี่ขวด เผลอๆ เติมได้ไม่เต็มขวดตลอดชีวิต แล้วมันคุ้มไหม จริงไหมครับ
ดังนั้นเมื่อทำสมาธิ ตามเวลาที่กำหนด เป็นประจำแล้ว เมื่อออกจากสมาธิ ยังต้อง ประคองไว้ได้ตลอดวันอีกด้วยครับ แบบจิตใจแจ่มใสนะครับ พร้อมเพิ่ม พรหมวิหาร 4 และอิทธิบาท 4 เข้าไปด้วยครับผม
ลองนำไปทำกันดู
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
ปล. ผู้ที่เคยเจ็บช้ำมาก่อน แต่ปรารถนามิให้ผู้อื่นเจ็บช้ำเช่นตน อาจเรียกได้ว่า มีพรหมวิหาร 4 :0)
Friday, October 3, 2014
บทความตอนที่ 8: แนวคิดวิธีการฟื้นฟูจากความทุกข์ สำหรับคนทั่วไป
สวัสดีครับ
เวลาพบภัยต่างๆ โซซัดโซเซ แทบจะล้มทั้งยืน สำหรับวันนั้นและวันต่อไป จนถึงวันหน้าฟ้าใหม่ ที่คุณย่อมต้องดีขึ้น ให้กระทำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ **อ่านไม่จบจะเสียดายมาก**
เวลาพบภัยต่างๆ โซซัดโซเซ แทบจะล้มทั้งยืน สำหรับวันนั้นและวันต่อไป จนถึงวันหน้าฟ้าใหม่ ที่คุณย่อมต้องดีขึ้น ให้กระทำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ **อ่านไม่จบจะเสียดายมาก**
1.จงพักผ่อนคลาย รับรู้อารมณ์ตามจริง อย่างสร้างสรรค์ ใช้ธรรมชาติชะล้างใจเอง
2. เชื่อว่าเราจะดีขึ้นได้ เขียนแปะไว้ที่กำแพงห้อง ก็ได้ว่า เราดีขึ้นได้ หรือเปลี่ยน Password ที่คุณใช้ Login ประจำทุกวันน่ะ เป็นคำบวก เช่น I believe I can do. Love will support. You are smart. นี่ล่ะคือการภาวนายุคเน็ตล่ะ เพราะไม่ว่าวันดีหรือวันร้าย คุณก็ต้อง Login ใช่ไหม และเมื่อเริ่มต้นด้วย Password ดี ที่เหลือมันต้องดีสิ :0)
3. จงมีสิ่งยึดเหนี่ยว และ การให้อภัย
ทำไม? นั่นเพราะ คนที่กำลังตกอับ อับจน มีทุกข์มาก ในบางคน
อาจมีสัญชาติญาณของสัตว์ ที่ต้องคิดปกป้องตัวเอง เอาตัวรอด หวาดกลัว
นี่เป็นธรรมชาติในการเอาตัวรอด แต่นี่เป็น สัตว์ เกินไป เราเป็นคนต้อง คิด
ประคองจิต คือ เอาธรรมะมาหล่อเลี้ยงใจ คือ สิ่งยึดเหนี่ยว และ การให้อภัย
เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเห็นมาทั้งจากคนอื่นและตัวเอง ในภาวะแบบนี้เราจะ
ทำร้ายคนมากมาย และเสียใจภายหลัง ดังนั้น ต้องให้อภัยมากๆ ครับ
ทำไม? นั่นเพราะ คนที่กำลังตกอับ อับจน มีทุกข์มาก ในบางคน
อาจมีสัญชาติญาณของสัตว์ ที่ต้องคิดปกป้องตัวเอง เอาตัวรอด หวาดกลัว
นี่เป็นธรรมชาติในการเอาตัวรอด แต่นี่เป็น สัตว์ เกินไป เราเป็นคนต้อง คิด
ประคองจิต คือ เอาธรรมะมาหล่อเลี้ยงใจ คือ สิ่งยึดเหนี่ยว และ การให้อภัย
เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเห็นมาทั้งจากคนอื่นและตัวเอง ในภาวะแบบนี้เราจะ
ทำร้ายคนมากมาย และเสียใจภายหลัง ดังนั้น ต้องให้อภัยมากๆ ครับ
สำหรับสิ่งยึดเหนี่ยว ก็คนที่คุณรัก และ รักคุณ นั่นล่ะ ตั้งแต่ ครอบครัว ญาติ เพื่อน และอื่นๆ แต่อย่าไปเรียกร้องมากครับ เห็นไม่ค่อยมี Feedback ไม่เข้ากับที่คาดหวังไว้ ก็ปรับครับ แต่คุณคาดหวังได้ครับ อาจจะพอดี เวลา จังหวะไม่ตรงกัน ก็อย่าไปถือโทษโกรธกัน จงให้อภัย แล้ว มุ่งหน้าไปที่ คติ แนวคิดดีๆ มีให้อ่านเพียบ แบบฟรีในเว็บ ให้สร้างสรรค์นะ หากยังไม่ค่อยดี ไปทางศาสนาครับ เพราะ
ศาสนาสำคัญทั้งหมด ล้วนได้รับการทดสอบ ด้วยกาลเวลานานกว่า 1000 ปีทั้งสิ้น ศาสนายังคงอยู่ แต่คนต่างหากที่จากไป คิดดูสิครับ เป็นพันๆ ปี ยังอยู่แสดงว่า **ศาสนาเป็น App ที่พิสูจน์แล้วครับว่า เป็นที่ยึดเหนี่ยวได้** ไม่เหมือน Angry Bird ที่ตอนนี้กำลังมีปัญหาเพิ่งโละพนักงานไปเป็นร้อยคน (เดี๋ยวในไทยคงเสนอข่าว อาจจะสัก 2 สัปดาห์ครับ อย่างงว่า ผมทราบได้อย่างไร :0) ) หายิ่งยึดเหนี่ยวที่เบาสบาย และให้อภัย จะทำให้คุณผ่านได้ครับ
4. ลองคิดแบบนี้ว่า คน 1 คน จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยอะไร หากคำตอบคือ ด้วยตนเอง นั่นมองโลกยังแคบไปครับ หรือไม่ก็จำๆ กันมา เหมือนกับคำว่า ต้องทำงานหนัก ชีวิตจะสำเร็จ ถ้าทำงานหนักโดยขโมยเขา ทำมากๆ อาจรวยแต่โดนจับสิครับ จริงไหม คนเราตามวิธีที่ผมคิด จะยืนหยัดได้ ควรมีองค์ 3 คือ
คนเราจะยืนหยัดได้ ควรมี
1. จงยืนหยัดด้วยตัวของเขาเอง
2. ยืนหยัดด้วยพลัง จากคนที่เขารัก และรักเขา
3. ยืนหยัดได้เพราะความเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา หรือ
พรหมวิหาร 4 ของจักรวาล
ทำไมผมถึงบอกว่า พรหมวิหาร 4 ของจักรวาล นั่นเพราะ
จักรวาล ไม่เคยเรียกร้อง ไม่ต้องการ มีแต่โอบอุ้ม พวกเราครับ:0)
1. จงยืนหยัดด้วยตัวของเขาเอง
2. ยืนหยัดด้วยพลัง จากคนที่เขารัก และรักเขา
3. ยืนหยัดได้เพราะความเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา หรือ
พรหมวิหาร 4 ของจักรวาล
ทำไมผมถึงบอกว่า พรหมวิหาร 4 ของจักรวาล นั่นเพราะ
จักรวาล ไม่เคยเรียกร้อง ไม่ต้องการ มีแต่โอบอุ้ม พวกเราครับ:0)
5. ปลดปล่อยตัวเอง ตั้งใจจัดการกับปัญหาชีวิตอันใหญ่ยิ่งใน เวลาปัจจุบัน ไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ละวางฝันที่ใหญ่เกิน ความตั้งใจที่มากไป อันอาจกลับเป็นพิษร้ายออกไปจากจิต ทำจิตไม่คิด ไม่อยากอะไรพวกนั้นอีก ตัวคุณจะลอยในทันที และเอาจิตที่สดใสนั้นมาดำเนินชีวิตในปัจจุบันขณะนี้ ให้ผ่านวิกฤติไป ตามกำลังความสามารถของคุณ เต๋ากล่าวเอาไว้ว่า
เมื่อละวางทำจิตใจสบาย กลับได้มาซึ่งทุกสรรพสิ่ง
(คำเตือน: อย่าจำวลีนี้ไปแล้วทำไปดาดๆ ไม่ใช่น่ะครับ คือทำงาน มีฝันได้ มีเป้าหมายแต่ทำด้วยความรัก เบาๆ สบายๆ ไม่ใช่ ด้วยความอยากอย่างแรง)
ในทางพุทธ หากระหว่งทางเจออะไรแรงๆ ก็ให้อภัยไป คิดว่าทำบุญ เพราะ
กฎแห่งกรรม ทุกคนทำอย่างไร ได้อย่างนั้น เขาหรือใครทำไม่ดีกับเรา กรรมจะตามทวงเอง ไม่ต้องเหนื่อย
กฎแห่งกรรม ทุกคนทำอย่างไร ได้อย่างนั้น เขาหรือใครทำไม่ดีกับเรา กรรมจะตามทวงเอง ไม่ต้องเหนื่อย
กรรมจึงเป็น App แบบหนึ่งครับ ที่สมัยไหนๆ จะทำงานอัตโนมัติเสมอ
กำลังเขียนข้อ 6 คือ สัญญากับตัวเองว่า เมื่อฟื้นตัวได้ ให้ช่วยสังคมและโลกอย่างอุทิศตน
กำลังเขียนข้อ 6 คือ สัญญากับตัวเองว่า เมื่อฟื้นตัวได้ ให้ช่วยสังคมและโลกอย่างอุทิศตน
6. สัญญากับตัวเองว่า เมื่อฟื้นตัวได้ ให้ช่วยสังคมและโลก อย่างอุทิศตน เพราะคนที่เกิดทุกข์ มีปัญหา ล้วนมิคาดว่า จะมีปัญหากับตน หลงระเริง มาก น้อย ต้องมี เมื่อพบเจอทุกข์แล้ว จึงได้คิดว่า ชีวิตนี้ไม่เที่ยงหนอ ยังเป็นคน ยังทำสิ่งดีๆ ได้อีกมาก ดีขึ้นแล้วจงเร่ง ช่วยสังคมและโลก :0) เริ่มจาก บิดา มารดา ญาติมิตร คนรัก และออกไปสู่สังคมภายนอก และ โลก จงทุ่มเทครับ
จากนั้นนำพลังใจนี้มาเป็น ธงในการ ฟื้นฟูตัวเองครับผม
จากนั้นนำพลังใจนี้มาเป็น ธงในการ ฟื้นฟูตัวเองครับผม
สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)
คุณบอลล์ :0)
Subscribe to:
Posts (Atom)